ทำไมพระจึง...?

ทำไมพระจึง...?

1.ทำไมพระจึงตีกลองตีระฆัง ?

เสียงกลองเสียงระฆัง เสียงแห่งสัญลักษณ์..."วิถีพุทธ-วิถีไทย"

ในสมัยก่อนบ้านเมืองยังไม่เจริญอย่างในปัจจุบันนี้ นาฬิกามักจะมีเฉพาะตามวัดเท่านั้น พระท่านก็ต้องตีกลองหรือฆ้องระฆัง เป็นสัญญาณบอกให้ทราบเวลาเป็นระยะๆ ไป เช่น ในเวลา ๑๘.๐๐ น. ตามวัดต่างๆ ในชนบทท่านมักจะ ย่ำกลองหรือ ย่ำฆ้อง” “ย่ำระฆังเพื่อบอกเวลาให้ชาวบ้านรู้

ด้วยเหตุที่ทุกวันนี้ชาวบ้านมักมีนาฬิกาใช้กันทั่วไปแล้ว การย่ำกลอง ย่ำฆ้อง หรือย่ำระฆัง ในปัจจุบันจึงชักค่อยๆ หมดไป แต่ก็ยังคงพอได้ยินเสียงกลองเพล เสียงระฆัง รวมทั้งเสียง ย่ำกลองย่ำฆ้องอยู่บ้างจากวัดใน จ.นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นนทบุรี ปทุมธานี และ จ.พระนครศรีอยุธยา

พระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือ "เจ้าคุณพิพิธ" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม บอกว่า เสียงกลองจากวัดที่เราได้ยินกันจนคุ้นหู คือ การตีกลองเพล เวลา ๑๑.๐๐ น. เพื่อบอกเวลาฉันเพล ทั้งนี้จะตีโดยใช้ไม้เดียว ๓ ลา (ลา มาจากการรัวกลองหรือระฆังจนข้อมือล้า) จากช้าไปเร็วสุด จบด้วยการตี ๓ ครั้ง ส่วนเสียงระฆังนั้นหลายคนอาจจะไม่ค่อยได้ยินเท่าไรนัก โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมือง

การตีระฆัง ถ้าเป็นช่วงในพรรษาจะมีการตีระฆังในช่วงเช้ามืดทุกวัน เวลาประมาณ ๐๔.๐๐-๐๔.๓๐ น. โดยจะตี ๓ ลา และจะตีนานถึง ๓๐ นาที เพื่อปลุกพระให้ตื่นจากการจำวัด เพื่อลงประชุมทำวัตรสวดมนต์เช้ามืด เป็นการกำจัดกิเลส ทำตนให้เป็นเขตนาบุญ เมื่อออกบิณฑบาตโปรดญาติโยมในเวลาเช้า โยมจะได้บุญมากๆ จะมีผลต่อความเจริญของผู้ในบาตร ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาเตรียมกับข้าวกับปลาใส่บาตร

อย่างไรก็ตาม การตีระฆังจะมีการตีอีก ๒ ช่วงเวลา เพื่อสวดมนต์ทำวัตร คือ ครั้งแรก ตีประมาณ ๐๘.๐๐ น. เพื่อส่งสัญญาณให้พระลงทำวัตรเช้า และตีอีกครั้งหนึ่งเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น จะตี ๓ ลา ทั้งนี้จะใช้เวลาตีไม่เกิน ๑๐-๑๕ นาที เพื่อส่งสัญญาณให้พระลงประชุมทำวัตรเย็น เหตุที่ใช้เวลาตีนานต่างกัน เพราะตอนเช้ามืดพระท่านง่วง กลัวจะนอนเพลินไป ไม่ได้ลุกขึ้นทำวัตรเช้ามืด ส่วนตอนเย็นพระท่านตื่นอยู่แล้ว

สำหรับความพิเศษของการตีกลองตีระฆังส่งสัญญาณการทำวัตรนั้น เจ้าคุณพิพิธ บอกว่า ต้องยกให้ การตีกลองตีระฆังย่ำคำ กล่าวคือ ในช่วงพรรษา เมื่อทำวัตรเย็นจบแล้ว ประมาณ ๑๗.๓๐-๑๘.๐๐ น. จะมีการตีกลองย่ำค่ำ ซึ่งเป็นการตีกลองและระฆังประสานเสียงกัน โดยตีกลอง ๔ ครั้ง (ตะ-ลุ่ม-ตุ่ม-ตุ่ม) ทั้งนี้จะตีระฆังพร้อมๆ กับกลองในจังหวะตุ่มสุดท้ายพร้อมกัน จากนั้นก็จะเร่งจังหวะเร็วขึ้น ต่างรูปต่างรัวจนรัวไม่ไหว จึงเป็นอันว่าเสร็จ ๑ ลา และจะต้องตีเช่นนี้อีก ๒ ลา รวมเป็น ๓ ลา และทิ้งท้ายอีก ๓ ครั้ง เป็นการประกาศชัยชนะกิเลสของพระวัดนั้นๆ โดยผู้ที่อยู่ทางบ้าน หรือไกลออกไป เมื่อได้ยินเสียงกลองย่ำค่ำ ก็จะยกมือขึ้นประนมจบศีรษะอนุโมทนาบุญ

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการตีกลองและระฆังอีก ๒ เรื่อง คือ
๑.ตีเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในวัด เช่น ไฟไหม้ โจรปล้น พระภิกษุมรณภาพ หรือต้องอาบัติหนักถึงขั้นปาราชิก ทั้งนี้ จังหวะการตีกลองระฆังไม่เป็นจังหวะเหมือนย่ำค่ำ จะเป็นการตีรัวทั้งกลองและระฆัง เมื่อชาวบ้านได้ยินก็จะรีบออกไปที่วัดทันที
๒.ตีเมื่อเกิดจันทรคราส และสุริยคราส ก็จะตีกลองระฆัง แต่ใช้การตีแบบจังหวะย่ำหรือลีลาย่ำค่ำ จนกว่าจันทรคราส และสุริยคราสจะคลาย อันนี้ต้องใช้พระเณรหลายรูป ส่วนใหญ่ก็จะตีกันจนมือพอง
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็จะตีปี๊บ ตีเกราะ เคาะไม้ เพื่อให้พระราหูคลายจากการอมพระอาทิตย์ พระจันทร์ อีกคติหนึ่งเนื่องจากพระเป็นโหราจารย์ คำนวณสุริยจักรวาลได้ เช่นเดียวกับ ร.๔ เป็นการส่งสัญญาณให้ชาวบ้านดูท้องฟ้า

"สมเด็จพระญาณวโรดม อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กทม.ท่านเคยอบรมพระเณรที่เรียน มมร. ว่า พระเณรเดี๋ยวนี้ละเลยไม่ศึกษาวิถีพุทธวิถีไทย เรื่องตีกลองตีระฆัง บางรูปขึ้นไปบนหอระฆังได้คว้าไม้ตีระฆัง ก็ตีระจ่ำเอ้า จำเอา ตี ๓ ลา ไม่ถึง ๕ นาที หมาอ้าปากจะหอนสักหน่อยก็ตีจบซะแล้ว ส่วนบางรูปก็ตีอ้อยสร้อย หมาหอนจะขาตะไกค้างก็ยังตีไม่จบ นี่เป็นการแสดงความห่วงใยกระตุ้นให้พระเณรได้ศึกษา และรักษาวิถีพุทธวิถีไทย และวัฒนธรรมทางศาสนา" เจ้าคุณพิพิธ กล่าว

ประเพณีตีกลองของภาคอีสาน
ประเพณีตีกลองเดิก (ดึก) กลองดึก คือ กลองตีสัญญาตอนเวลาประมาณ ๐๓.๐๐-๐๔.๐๐ น. เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ประชาชนรู้ว่า ถึงวันโกนวันพระ (ขึ้นหรือแรม ๗-๘-๑๔ และ ๑๕) แล้ว ให้งดเว้นสิ่งที่ควรงด ตื่นขึ้นมาสมาทานศีล ไหว้พระสวดมนต์ เจริญภาวนา
กลองดึกนี้เป็นสัญญาณเตือนก่อนตื่นนอน เพื่อให้ลุกขึ้นประกอบกรรมดีแต่เช้า กลางวันจะตั้งใจทำอะไรดีก็จะเตรียมตัวไว้แต่เช้า และจะไปบำเพ็ญความดีทั้งวันในวันโกนวันพระทั้งสองวัน เพื่อเตือนพระภิกษุสงฆ์ และญาติโยมว่า เป็นวันพระที่จะต้องทำกิจทางพระพุทธศาสนา

ส่วนประเพณีตีกลองแลง คือ การตีกลองสัญญาณในตอนเย็น เพราะคำว่า แลง หมายถึง ช่วงตอนเย็นเป็นเวลาระหว่างเวลา ๑๕.๐๐-๑๖.๓๐ น. จะตีกันในวันโกนวันพระขึ้นและแรม ในวันขึ้น ๘, ๑๔ และ ๑๕ ค่ำ ของทุกเดือน เมื่อถึงเวลา ๑๕.๐๐ น. จะมีการตีกลองแลง วันดังกล่าวเป็นวันพระ พระภิกษุสามเณรจะหยุดการศึกษาเล่าเรียน จะซักสบง จีวร ปัดกวาดบริเวณวัดให้สะอาด ลงฟังเทศน์ในวันพระ สำหรับญาติโยมจะหยุดพักงานมาทำบุญรักษาศีลฟังเทศน์ การตีกลองแลงจะมีเฉพาะในพรรษาเท่านั้น

ในขณะที่ประเพณีตีกลองงัน คือ การตีกลองเวลาค่ำคืนประมาณ ๑๙.๐๐-๒๐.๐๐ น. ซึ่งจะตีทุกวันในช่วงเข้าพรรษา จุดมุ่งหมายของการตี นอกจากจะเป็นการรักษาประเพณีในช่วงเข้าพรรษาเอาไว้แล้ว ยังเป็นการให้สัญญาแก่คนหนุ่มสาวไปร่วมกันที่บริเวณวัด ซึ่งเรียกว่า ลงวัด เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ดายหญ้า ฝึกร้องสารภัญ เป็นต้น

ในสมัยก่อน จะมีการตีกลองงัน บรรดาชายหนุ่มหญิงสาว จะนำเครื่องสักการะ มีดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู บุหรี่ ไปถวายวัด แล้วพากันทำวัตรค่ำ รับศีลฟังเทศน์ หากมีเวลาก็จะหันสรภัญญ์ หรืออบรมศีลธรรมพอสมควร

ที่มา คมชัดลึก
เรื่อง : ไตรเทพ ไกรงู
รวบรวม : โครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน


2.ทำไมพระไทยไม่โกนคิ้ว ?

เหตุผลที่พระไทยต้องโกนคิ้ว ไม่มีหลักฐานยืนยัน มีแต่เรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในสมัยอยุธยาที่ไทยรบกับพม่า พม่าส่งทหารปลอมตัวเป็นพระ ลอบเข้ามาสืบข่าวในพระนคร พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้พระไทยโกนคิ้วทิ้ง พระที่ไม่ได้โกนคิ้วก็แสดงว่าเป็นพวกพม่า จับไปสอบสวนได้ทันที หลังจากนั้นมาพระไทยก็โกนคิ้วมาตลอด

อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระวัดหนึ่งเห็นผู้หญิงเดินผ่านก็ยักคิ้วให้ ความทราบถึงสังฆราชเจ้า จึงออกเป็นคำสั่งแต่นั้นมาให้พระสงฆ์ไทยโกนคิ้ว จะได้ไม่ต้องยักคิ้วหลิ่วตาให้ผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม เรื่องการโกนคิ้วไม่ปรากฏในพระวินัย จะโกนหรือไม่โกนก็ได้ มีแต่คณะสงฆ์ไทยเท่านั้นที่โกนคิ้ว ถือเป็นวัตรปฏิบัติที่สืบต่อกันมา

พระสงฆ์ในประเทศอื่น ๆ ไม่ได้โกนคิ้ว และยืนยันว่าควรจะไว้คิ้ว เพราะคิ้วเป็นเครื่องป้องกันมิให้เหงื่อไคลไหลเข้าตา


3.ทำไมพระต้องถือตาลปัตร ?
เมื่อเราไปทำบุญที่วัดหรือนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ใด เรามักจะเห็นตาลปัตร อยู่คู่กับการสวดของพระอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่คงจะเคยชิน แต่คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบว่า เหตุใดพระสงฆ์จึงต้องใช้ตาลปัตรปิดหน้าเวลาสวด ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเรื่องของตาลปัตรมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นความรู้ ดังนี้

คำว่า ตาลปัตร หรือ ตาลิปัตร เป็นคำภาษาไทยที่นำมาจากภาษาบาลีว่า ตาล ปตฺต แปลว่า ใบตาล ซึ่งใบตาลนี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้บังแดดและใช้พัดลมมาตั้งแต่โบราณ และเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างหนึ่งในประเทศเมืองร้อน ดังนั้น ตาลปัตร จึงหมายถึง พัดที่ทำจากใบตาลนั่นเอง โดยคำว่า พัดที่ภาษาบาลีเรียกว่า วิชนีนี้ มีความหมายว่า เครื่องโบกหรือเครื่องกระพือลม และไทยได้นำมาแปลงเป็น พัชนีต่อมาคงเรียกกร่อนคำให้สั้นลงเหลือเพียง พัชออกเสียงว่า พัดแล้วก็คงใช้เรียกและเขียนกันจนลืมต้นศัพท์ไป 

ตาลปัตรหรือบางแห่งก็ใช้คำว่า วาลวิชนี (ที่เดิมหมายถึง เครื่องพัดโบกสำหรับผู้สูงศักดิ์) นี้ ดั่งเดิมคงหมายถึง สิ่งที่ใช้พัดวีเช่นเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงวัสดุที่ใช้ คือ ตาลปัตรทำด้วยใบตาล แต่วาลวิชนีอาจจะทำด้วยวัสดุอื่นๆ เช่น ผ้าแพร ขนนก ขนหางสัตว์ เป็นต้น ซึ่งสมัยก่อน พัดที่พระถือกันอยู่สมัยแรกทำด้วยใบตาลจึงเรียกว่า ตาลปัตรต่อมาแม้จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นวัสดุอื่นหรือตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดารอย่างไรก็ยังเรียก ตาลปัตรอยู่เช่นเดิม และถือเป็นสมณบริขารอย่างหนึ่งของพระสงฆ์

สำหรับสาเหตุที่พระสงฆ์นำ ตาลปัตรมาใช้นั้น ได้มีผู้ให้ความเห็นต่างๆ กันไป บางท่านก็ว่า การใช้ตาลปัตรครั้งแรกดั่งเดิมนั้น มิใช่เพื่อบังหน้าเวลาเทศน์ แต่ใช้เพื่อกันกลิ่นเหม็นของศพที่เน่าเปื่อย เนื่องจากพระสงฆ์ในสมัยโบราณจะต้องบังสุกุลผ้าห่อศพไปทำจีวร ดังนั้น ท่านจึงต้องใช้ใบตาลขนาดเล็กมาบังจมูกกันกลิ่น จากนั้นต่อมาก็เลยกลายเป็นประเพณีของสงฆ์ที่จะถือตาลปัตรไปทำพิธีต่างๆ โดยเฉพาะในพิธีปลงศพ

บางท่านก็ว่าการที่พระถือตาลปัตรในระหว่างการแสดงธรรมเทศนาหรือสวดพระปริตร ก็เพราะพระพุทธเจ้าทรงถือตาลปัตรเมื่อเสด็จไปโปรดพระพุทธบิดา คือพระเจ้าสุทโธทนะ พระสงฆ์จึงได้ปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ยังมีผู้สันนิษฐานว่า เกิดจากเนื่องจากสภาพจิตใจของผู้ฟังธรรมมีหลายระดับ จึงต้องมีการป้องกันไว้ก่อน ดังเรื่องเล่าที่ว่า พระสังกัจจายน์ พระสาวกที่สำคัญรูปหนึ่ง ท่านมีรูปงามหรือพูดง่ายๆ ว่าหล่อมาก ขณะที่แสดงธรรมโปรดอุบาสก อุบาสิกาอยู่นั้น ทำให้สตรีบางคนหลงรักท่านอย่างมาก และด้วยภาวะจิตที่ไม่บริสุทธิ์ของสตรีเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดบาปขึ้น เมื่อท่านรู้ด้วยญาณ จึงได้อธิษฐานจิตให้ตัวท่านมีรูปร่างอ้วนใหญ่พุงพลุ้ยกลายเป็นไม่งามอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน และเป็นเหตุให้พระสงฆ์ต้องหาเครื่องกำบังหน้าเวลาเทศน์หรือประกอบพิธี เพราะต้องการให้ผู้ฟังได้ฟังแต่ธรรมจากท่านเท่านั้น มิใช่มัวแต่มองหน้าหลงรูป 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าต้นกำเนิดของการที่พระสงฆ์ต้องถือตาลปัตร จะยังไม่แน่ชัดว่าแท้จริงเป็นมาอย่างไร แต่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงประทานความเห็นไว้ว่า ความคิดที่ให้พระสงฆ์ถือตาลปัตรคงมาจากลังกา เพราะมีพุทธประวัติปรากฏใน ปฐมสมโพธิ ซึ่งต้นฉบับเขียนขึ้นในลังกาโดยพระพุทธรักขิตาจารย์ กล่าวถึงเทพบริวารสององค์ที่ขนาบองค์พระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ คือ สันดุสิตเทวราชจะถือพัดที่เรียกว่า วิชนี ที่มีรูปร่างคล้ายพัดใบตาลอยู่เบื้องขวา และสยามะเทวราชทรงถือจามร (แส้) อยู่เบื้องซ้ายเพื่ออยู่งาน และอาจเป็นเครื่องแสดงดุจเป็นเครื่องสูงที่ใช้ถวายพระสมณศักดิ์แห่งพระพุทธองค์ด้วย

และเมื่อลัทธิลังกาวงศ์ได้แพร่หลายและเป็นที่เลื่อมใสกันในยุคนั้นทั้งในประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และไทย จนเป็นที่เชื่อกันว่าพระสงฆ์ที่ได้บวชเรียนในลัทธิลังกาวงศ์จะต้องมีความรู้ทางพระศาสนาลึกซึ้งมากกว่าพระสงฆ์ที่บวชในลัทธิอื่นที่มีมาแต่เดิม ดังนั้น พุทธศาสนิกชนในไทยที่เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาจากลังกาวงศ์ก็ย่อมรับเอาพิธีกรรมและประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับสังฆพิธีมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถือตาลปัตรหรือการตั้งสมณศักดิ์ เพราะท่านว่าจากตรวจสอบศึกษาศิลปะอินเดียโบราณสมัยต่างๆ โดยเฉพาะจากประติมากรรม ยังไม่พบรูปพระพุทธเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ หรือพระสมณะ ถือตาลปัตรเลย

ดังนั้น การที่พระสงฆ์ถือตาลปัตรจึงไม่น่าจะเป็นคติดั่งเดิมจากอินเดีย แต่น่าจะมาจากลังกาตามหลักฐานที่ว่าข้างต้น ส่วนนักบวชที่มิได้เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็ปรากฏว่ามีการถือตาลปัตรด้วยเช่นกัน ดังจิตรกรรมฝาผนังที่วัดช่องนนทรี อันเป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย เขียนเป็นภาพทศชาติตอนชาดก เรื่อง พรหมนารถก็มีภาพพระเจ้าอังคติกำลังสนทนากับเดียรถีย์ ซึ่งแสดงตนเป็นบรรตชิตนั่งอยู่เหนือพระองค์ เดียรถีย์ในภาพจะถือพัดขนาดเล็กรูปร่างคล้ายตาลปัตร จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่า ตาลปัตรสมัยโบราณอาจจะเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นนักบวชก็ได้ เพราะแม้แต่ฤษีก็ยังถือพัด ซึ่งบางครั้งก็มีรูปร่างคล้ายวาลวิชนี และบางครั้งก็คล้ายพัดขนนกซึ่งพระสงฆ์ไทยก็เคยใช้เป็นตาลปัตรอยู่ระยะหนึ่งเช่นกัน 

และจากความศรัทธาที่ฆราวาสถือว่า ตาลปัตร เป็นของใช้อย่างหนึ่งของพระสงฆ์ จึงได้เกิดความคิดนำไปถวายพระ โดยชั้นแรกคงเป็นใบตาลตามคติเดิม ต่อมาใบตาลอาจจะเสื่อมความนิยมเพราะเป็นของพื้นบ้านหาง่าย ไม่เหมาะจะถวายพระ เลยอาจนำพัดของตนที่ทำด้วยไม้ไผ่สาน หรือขนนกไปถวายให้พระใช้แทนใบตาล โดยอาจจะถวายด้วยตนเอง หรือให้ทายาทนำพัดของบิดามารดาผู้ล่วงลับไปถวายเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดาของตนก็ได้ จึงทำให้ตาลปัตรมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ และมีพัฒนาการเช่นเดียวกับศิลปกรรมประเภทอื่นๆ ดังจะได้เห็นว่านอกจากทำจากใบตาลเดิมแล้ว ยังทำจากวัสดุอื่นที่คิดว่างามและหายาก เช่น ไม้ไผ่สาน งาสาน ผ้าแพรอย่างดี ขนนก หรือมีการปักดิ้นเงินดิ้นทอง หรือประดับด้วยอัญมณีต่างๆ สุดแต่กำลังศรัทธาที่จะถวาย ซึ่งตาลปัตรนี้ถือว่าเป็นของมงคลอย่างหนึ่งใน ๑๐๘ มงคลที่ปรากฏในรอยพระพุทธบาทด้วย 

โดยทั่วๆ ไป เมื่อพูดถึง ตาลปัตร ในความหมายของพระสงฆ์จะเรียกว่า พัดรองคือ พัดที่เราเห็นพระใช้กันอยู่ในงานกุศลพิธีทั่วไป มักทำเป็นพัดหน้านาง คือพัดที่มีลักษณะรูปไข่ คล้ายเค้าหน้าสตรี มีด้ามยาวตรงกลาง ยาวประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ส่วนพัดที่มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า พัดยศนั้นเป็นพัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแก่พระสงฆ์ พร้อมกับพระราชทานสมณศักดิ์ เพื่อเป็นสิ่งประกาศเกียรติคุณหรือบอกชั้นยศที่พระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานนั้นว่า เป็นชั้นอะไร คล้ายๆ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ข้าราชการหรือประชาชนได้รับ ซึ่งพัดยศที่เราเห็นจะมี ๔ ลักษณะ คือ

(๑) พัดหน้านาง มีลักษณะอย่างที่กล่าวข้างต้น เป็นพัดยศสมณศักดิ์ระดับพระครูฐานานุกรมขึ้นไป รวมทั้งเป็นพัดยศเปรียญด้วย

(๒) พัดพุดตาน มีลักษณะเป็นวงกลม รอบนอกหยักเป็นแฉกคล้ายกลีบบัว เป็นพัดยศสมณศักดิ์ตั้งแต่ระดับพระปลัด พระครูปลัด ขึ้นไปจนถึงชั้นพระครูสัญญาบัตร

(๓) พัดแฉกเปลวเพลิง ใบพัดจะมีลักษณะทรงพุ่มเข้าบิณฑ์ มีแฉกคล้ายเปลวเพลิง เป็นพัดยศสมณศักดิ์ระดับพระครูเจ้าคณะจังหวัด และพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

(๔) พัดแฉก ใบพัดมีลักษณะเป็นแฉกทรงพุ่มเข้าบิณฑ์ มีกลีบอย่างน้อย ๕-๙ กลีบ เป็นพัดยศตั้งแต่ระดับพระราชาคณะถึงสมเด็จพระราชาคณะ สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชเจ้า และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของพระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะหรือราชาคณะ เมื่อได้รับพระราชทาน ตาลปัตรแฉกเป็นพัดยศ เมื่อได้รับนิมนต์ให้เข้าไปถวายพระธรรมเทศนาในงานพระราชพิธีต่างๆ จะต้องนำพัดเข้าไป ๒ เล่ม คือ พัดยศประกอบสมณศักดิ์เล่มหนึ่ง และ พัดรองอีกเล่ม เมื่อขึ้นธรรมาสน์ถวายศีลนั้น กำหนดให้ใช้พัดรอง ครั้งจบพระธรรมเทศนาแล้ว เมื่อจะถวายอนุโมทนาและถวายอดิเรกจึงจะใช้พัดยศ
สำหรับ ตาลปัตรที่เราทำถวายพระไม่ว่าจะเนื่องในวันเกิด วันสถาปนาหน่วยงาน หรือในพิธีการต่างๆ ส่วนใหญ่ก็คือ พัดรอง ที่กล่าวถึงข้างต้นนั่นเอง

โดย...อมรรัตน์  เทพกำปนาท


4.ทำไมพระอรหันต์ถึงยังสูบบุหรี่ ?

             ขึ้นชื่อว่ายาเสพติด ย่อมเป็นของไม่ดี ไม่ว่าจะถูก หรือผิดกฏหมายก็ตาม แต่ก็ยังมีพระภิกษุจำนวนไม่น้อยที่ยังเสพสารเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "บุหรี่"

             และที่เป็นประเด็นสำคัญกว่านั้นก็คือ พระภิกษุบางองค์ เป็นถึงพระเกจิอาจารย์ระดับคล้ายพระอรหันต์เลยทีเดียว ทำให้มีผู้คนสงสัย คือเมื่อทราบว่าบุหรี่เป็นของไม่ดี แล้วทำไมจึงยังสูบ?

            ในพระวินัยทั้ง 227 ข้อ ไม่ได้มีข้อไหนบัญญัติว่าห้ามสูบบุหรี่ หรือห้ามเคี้ยวหมากเลย ก็เป็นอันว่าเรื่องของพระวินัยจบกันไป

           แต่ในเรื่องของความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ ย่อมต้องมีความสงสัย ว่าพระอาจารย์ทั้งหลาย สูบบุหรี่ไปเพื่ออะไร เพราะทุกคนในโลกต่างก็ทราบว่าบุหรี่เป็นของไม่ดี แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามตรงๆ เนื่องจากทราบกันดีว่า พระอาจารย์สมันก่อน หรือสมัยนี้ก็ตาม จะมีท่าทีสงบนิ่ง และน่ากลัวมาก ใครพูดอะไรผิดทางหน่อย เป็นต้องถูกว่ากล่าวตักเตือนจนหน้าซีดทุกรายไป

            ความจริงแล้วการที่พระอาจารย์ทั้งหลายสูบบุหรี่นั้น เป็นเพราะเคยสูบมาแต่เด็ก มาตั้งแต่ก่อนที่จะบวช ร่างกายมันติด ถ้าไม่ได้สูบ ร่างกายจะกระสับกระส่าย มือไม้สั่น บางรายถึงขนาดปวดหัวอย่างรุนแรง แต่พอบวชเข้ามาก็เลิกสูบ หรือสูบน้อยลง

            อย่างที่ทราบกันดีว่า การปฏิบัติธรรมนั้น ทำกันที่จิตใจ มิใช่ร่างกาย การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ตายในทันที หรือตายไวขึ้นมากจนรู้สึกได้ เพียงแต่บ่อนทำลายสุขภาพบางส่วนเท่านั้น พระอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นนักปฏิบัติที่แท้จริง จึงไม่สนใจในร่างกาย และไม่ได้สนใจในบุหรี่ คือถ้ามีมาก็สูบ ถ้าไม่มีมาก็ไม่ได้เสาะแสวงหา ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย

             เป็นอันว่าเรื่องของการสูบบุหรี่นี้ ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติธรรม เพราะส่งผลเพียงร่างกาย หากจิตใจไม่ยึดติดเสียอย่างเดียว ก็เป็นอันว่าจบเรื่องกันไป

             บรรดาพุทธบริษัทอาจจะสงสัยว่า แล้วการดื่มสุราล่ะ ใช้ร่างกายดื่ม แต่ใจไม่ยึดติดได้หรือไม่? ก็ต้องขอตอบว่า ถ้าทำได้จริงๆ ก็คงดื่มได้ แต่ปัญหาก็คือว่า สุราก็ดี หรือยาเสพติดชนิดอื่นก็ดี ส่งผลต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถควบคุมร่างกายหรือจิตใจได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติธรรมคงทำได้ยาก มีโอกาสทำบาปมากกว่าบุญ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติห้ามไว้ เพราะเกรงว่าจะมีคนหัวหมออ้างแบบนี้เช่นกัน

             รวมความได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ "จิตใจ" เป็นสำคัญ หากบรรดาพุทธบริษัททำอะไรก็ตาม เพื่อความดีเพียงอย่างเดียว จิตใจหนักแน่นในความดี หมั่นบำเพ็ญทั้งทาน ศีล ภาวนา เรื่องความลังเลสงสัยทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นเพียงอารมณ์สุขสงบ และสติปัญญาที่เห็นแจ้งแทงตลอดเท่านั้นเอง

 

 

5.ทำไมพระสงฆ์จึงมีความสำคัญต่อสังคมไทย?

          กว่า 20 ปีมานี้ ภาพข่าวฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ  กระแสสังคมโดยเฉพาะชาวพุทธในยุคที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับวัดมากนัก เกิดการตั้งคำถามต่อศรัทธาต่อสังคมพระสงฆ์ ส่งผลกระทบต่อการตั้งมั่นอยู่ของสถาบันสงฆ์  ซึ่งพระสงฆ์ถือเป็นเสาหลักของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย หากนี่คือความท้าทายระหว่างวัตรปฏิบัติดั่งเดิมกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กับการก้าวผ่านช่วงวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นทั่วโลก
          โดยส่วนตัวผมมีความผูกพันกับวิถีชีวิตแบบไทยๆมาก วิถีคิดส่วนใหญ่ก็อิงอยู่กับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกัน กับนิทานชาดก ผสานกับความเชื่อท้องถิ่นปักษ์ใต้ เรื่องราวผีสางนางไม้ เทพยาดา ตามพื้นเพเดิมบรรพบุรุษทั้งฝ่ายพ่อและแม่ทั้งหมดเป็นชาวสยามในรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย ที่สำคัญคือโอกาสทางการศึกษาของพ่อ  พ่อของผมท่านเกิดที่รัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย ในช่วงรอยต่อ ก่อน,ระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เศรษฐกิจในประเทศมาเลเซียตกต่ำมาก ชาวสยามส่วนหนึ่งในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียอพยพมายังฝั่งประเทศไทย ปู่กับย่ามีฐานะยากจน ท่านทั้งสองเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวสยามที่อพยพอยู่ที่ อำเภอสุไหงปาดีจังหวัดนราธิวาส ในสมัยนั้น  ว่ากันว่ารถยนต์ในอำเภอสุไหงปาดีแทบจะนับคันได้ในอำเภอห่างไกล ถนนหนทางลำบากกว่าปัจจุบันมากมาย บ่ายวันหนึ่งมีพระจากอำเภอเมืองนราธิวาส ท่านนั่งรถเลยจุดหมายมาลงแถวที่ ซึ่งปู่ผมท่านคงเลี้ยงวัวอยู่แถวนั้นพอดี ปู่ เดินผ่านมาพบพระองค์นั้นเข้า จึงนิมนต์พระรูปดังกล่าวไปจำวัดที่บ้าน ในเช้าวันรุ่งขึ้นนั้นเองที่พ่อผมซึ่งอายุสัก 8-9 ขวบ ท่านได้พบสบตากับพระกับเจ้า เป็นโอกาสอันดีที่ท่านได้ชวนพ่อไปเรียนหนังสือที่วัดโคกโก ตำบลลำภู บางนราหรือตัวเมืองนราธิวาส และเมื่อพ่อได้ไปเรียน เป็นการบุกเบิกทางให้เด็กในหมู่บ้านยุคนั้นอีกหลายคนตามไปเรียนด้วย ก่อนที่ทางรัฐบาลจะเข้ามาสร้างโรงเรียนในหมู่บ้าน  ปัจจุบันพ่อเกษียรราชการจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมาแล้วสี่ปี  สำหรับพระรูปดังกล่าวท่านบวชเรียนจนได้ตำแหน่งสมภาร แต่ถึงช่วงหนึ่งก็ลาสิกขาบทออกมามีครอบครัว พ่อนับถือท่านประหนึ่งพ่อคนที่สอง และเมื่อปลายปีที่แล้วพ่อพาพวกเราในครอบครัวไปเยี่ยมครอบครัวของท่านที่ อำเภอธารโต จังหวัดยะลา อดีตสมภารท่านดีใจมาก ดีใจจนน้ำตาไหล

          จากกรณีที่เล่ามา แสดงให้เห็นว่าพระกับวัดมีส่วนอย่างมากในการส่งเสริมให้คนในรุ่นก่อนได้รับการศึกษา กรณีเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในระดับบุคคล ในฐานะของพระสงฆ์ที่มีแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้อ่านออกเขียนได้ นั้นคือคุณูปการของพระสงฆ์ผู้จาริกไปในชนบทแดนเถื่อนไพร แร้นแค้นกันดารในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เท่าทันสังคมโลก  

          ครั้งหนึ่งพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในเรื่องการศึกษา รวมถึงคุณภาพชีวิต การสาธารณสุข หลักการอยู่ร่วมกันในสังคม เห็นได้ชัดเจนในอดีตที่ผ่านมา วัฒนธรรมที่ผู้ชายต้องบวชเรียนที่วัด สำหรับเรื่องการศึกษาในยุคที่ชุมชนและสังคมชาวพุทธไม่ซับซ้อนเท่าปัจจุบัน คือการเรียนรู้เพื่อเผชิญชีวิตก่อนสร้างครอบครัว เช่นวิชาช่าง การอ่านเขียน หมอยาสมุนไพร ซึ่งมากไปกว่านั้นคือคาถาอาคมและการเผชิญกับสิ่งที่ไม่อาจอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ในยุคหนึ่ง หรืออธิบายได้โดยง่ายว่า เป็นพลังอำนาจของผีสางนางไม้ หรือเทพยาดา ซึ่งระบบการสอนของพระสงฆ์มีองค์ความรู้เพื่อเผชิญปัญหาดังกล่าวอย่างมีขั้นตอน และเป็นกุศโลบายที่เชื่อมความสัมพันธ์ ในการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มชนอย่างมีระเบียบจารีตที่สอดคล้องกับวิถีการเลี้ยงชีพ,ระบบดินฟ้าอากาศและธรรมชาติในแต่ล่ะท้องถิ่นอีกด้วย

          จากอดีตจนกระทั่งปัจจุบันพบว่าในสังคมไทยนั้น พระสงฆ์ยังมีบทบาทสูงในเรื่องทางนำชีวิต ในพิธีกรรมตั้งแต่เกิดจนตาย เป็น ผู้ให้คำปรึกษาในปัญหาที่มองไม่เห็นทางออก ตั้งแต่ระดับชนชั้นนำจนถึงชนระดับล่าง  แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุดและถือว่ามีคุณูปการมากที่สุดคือ การสอนให้คนรู้ภาษา ซึ่งสามารถยึดโยงไปถึงหลักความดีงามที่ทำให้ คนไทยเรียนรู้ตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมของตน หากมองแยกส่วนออกจากเรื่องสัจจะธรรมแล้ว การศึกษาเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัดที่สุดในการสอนหนังสือของพระกับเด็ก เห็นได้ว่าวัดกับโรงเรียนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก่อน  แม้พระสงฆ์ในพุทธศาสนาได้กำหนดลำดับชั้นไว้  มีนับจากพระอรหันต์ลงมา แต่เพื่อทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้น พระสงฆ์ไทยอาจจำแนกจากเป้าหมายในการบวชเป็นพระสงฆ์ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ตั้งใจแน่วแน่ในการบวช เพื่อแสวงหาสัจจะธรรม กับกลุ่มที่บวชตามจารีตประเพณี พระสงฆ์ในกลุ่มแรกมีส่วนมากในการขับเคลื่อนให้เกิดพลังศรัทธา ซึ่งเป็นอำนาจที่มีพลังมากในการกำหนดทิศทางของสังคม
      ในประเทศไทยแม้ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนา ประจำชาติ หากรากฐานของความเป็นรัฐชาติที่ผ่านมานั้น  ยุครอยต่อระหว่างการสร้างรัฐชาตินิยมไทยกับช่วงความรัฐพันธมิตรกึ่งอารักขาของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น  การปลุกพลังจิตสำนักของความเป็นประเทศไทยด้วยความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  สายสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับพระสงฆ์เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง

บทความโดย นวพล ลีนิน

 

6.ทำไมพระจึงออกธุดงค์ ?

          เนื่องด้วยข้าพเจ้ายังมีความสงสัย  และยังไม่เข้าใจอยู่ตลอดมาว่า ทำไมพระปฏิบัติทั้งหลายจะต้องออกธุดงค์ ก็ปฏิบัติพระกรรมฐานกันอยู่เสียที่วัดไม่ได้หรือ การธุดงค์เพื่อไปบำเพ็ญกรรมฐานอยู่ในป่ากันการกับ บำเพ็ญกรรมฐานอยู่ที่วัดไม่น่าจะมีผลแตกต่างกัน  หากมีความตั้งใจจริงและเพียรพยายามปฏิบัติจริงไม่ท้อถอย

          การที่ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น  เพราะข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า  หากตั้งใจจริงและมีความเพียรพยายามที่เด็ดเดี่ยวไม่ท้อถอยแล้ว ย่อมประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนาได้เสมอมา  อยากจะยกตัวอย่างสักนิดเพื่อประกอบความเชื่อมั่นของข้าพเจ้า (ขอท่านผู้อ่านอย่าได้คิดว่าข้าพเจ้ายกตัวเองเลยนะครับ เพราะถ้าข้าพเจ้ามิใช่เป็นคนประเภทนี้แล้ว  ปัญหาในข้อนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น)  เช่น เมื่อข้าพเจ้าเรียนหนังสือแล้วก็ตั้งใจว่าจะต้องสอบให้ได้ที่ ๑

          และเมื่อตั้งใจแล้วในตอนปิดเทอมใหญ่  ขณะที่เด็กทุกคนเอาแต่เที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนานนั้น ข้าพเจ้าจะนั่งดูหนังสือเรียนของปีต่อไปทันที ตัวอย่างเช่นเมื่อสอบไล่ ม.๓เสร็จจะเลื่อนขึ้น ม.๔ ข้าพเจ้าก็รีบเอาหนังสือเรียนของม. ๔ มาดูอะไรที่จะต้องจำ เช่น ทฤษฎีเรขาคณิตบทต่างๆ หรือบทท่องจำต่างๆ ข้าพเจ้าจะต้องรีบท่องไว้ทันที บรรดาแบบฝึกหัดข้าพเจ้าจะทำความเข้าใจและทดลองทำดูทั้งหมด เป็นต้น ดังนั้นข้าพเจ้ามักจะเรียนจบในตอนปิดเทอม โดยครูยังไม่ได้สอนเสมอ และเมื่อมีการสอบทีไรข้าพเจ้าก็จะสอบได้เป็นที่ ๑ ตลอดมา

          และแม้ข้าพเจ้าจะเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมวัดดอนเมือง แต่เมื่อเข้าไปโรงเรียนนายร้อย จปร. ก็หาได้เคยนึกหวาดหวั่นนักเรียนที่มาจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงต่างๆในกรุงเทพฯไม่ และเคยได้เป็นแม้กระทั่งหัวหน้าตอนด้วยคะแนนดี  อักทั้งผลการเรียนตลอด ๗ ปี(เตรียมนายร้อย ๒ ปี และนักเรียนนายร้อยอีก ๕ ปี) ก็ยังอยู่ในประเภท ท๊อปเทนอีกด้วย  ส่วนด้านกีฬานั้นหากสนใจในกีฬาประเภทใด  ข้าพเจ้าจะทุ่มสุดตัว และเล่นจนกว่าจะได้ถ้วยรางวัลชนะเลิศเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาในร่ม เช่น สนุกเกอร์ บิลเลียด ไพ่บริดจ์ หรือกีฬากลางแจ้ง เช่น ฟุตบอล ตะกร้อข้ามตาข่าย  โดยเฉพาะยิมนาสติกนั้นหากท่าใดที่ข้าพเจ้าทำไม่ได้ ก็จะหลบเข้าโรงยิมในยามค่ำคืนไปซ้อมจนกว่าจะได้ หรือกอล์ฟ หากตีไม่ได้ข้าพเจ้าก็จะไปนอนคิดทบทวนถึงความผิดพลาดของวงสวิง หากนึกออกแม้ดึกดื่นเที่ยงคืน ตี๑ ตี๒ ข้าพเจ้าก็จะถือไม้ลงไปฝึกซ้อมที่สนามจนกว่าจะแก้ไขได้ เป็นต้น

          ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงฉงนสนเท่ห์ใจนัก และในวันหนึ่งข้าพเจ้าก็ได้ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับ ทำไมพระจึงไม่กระทำความเพียรเพื่อให้บรรลุมรรคผลกันในวัด มีความจำเป็นอะไรหรือครับที่จะต้องออกธุดงค์ไปทำความเพียรกันในป่า”  เมื่อถามคำถามนี้แล้วข้าพเจ้าก็เล่าเหตุผลที่ข้าพเจ้าเข้าใจ และเชื่อมั่นดังที่กล่าวแล้วแต่ต้นให้หลวงพ่อฟัง และย้ำในที่สุดว่า อย่างผมนั้นเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมวัดดอนเมืองซึ่งนับว่าเป็นโรงเรียนบ้านนอก ในขณะนั้นข้าพเจ้าก็ไม่เห็นจะต้องดิ้นรนไปเรียนโรงเรียนดีๆในกรุงเทพฯเลย แต่เมื่อได้มีโอกาสไปเรียนร่วมกับนักเรียนชั้นดีจากโรงเรียนต่างๆ เหล่านักเรียนในโรงเรียนนายร้อย ผมก็สามารถเข้ากับพวกเขาได้อย่างสบายมาก และผมยังได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าตอนเสียด้วยซ้ำไป” 

          “เออ!.. แล้วคุณเคยเล่าถึงเรื่องวิธีที่จะเอาดีในการเรียนและการเล่นของคุณให้ลูกๆฟังบ้างไหม?” หลวงพ่อถามเรื่อยๆ

          “เล่าให้ฟังบ่อยเลยครับหลวงพ่อ เพราะอยากจะให้เขาเรียนเก่งข้าพเจ้าตอบอย่างภาคภูมิใจ

          “แล้วลูกนำวิธีการของคุณไปใช้บ้างไหม?” หลวงพ่อถาม

          “ตอนแรกเขาไม่เชื่อหรอกครับว่าเด็กอายุสิบกว่าขวบ ระดับชั้นมะยมสมัยนั้น  จะมีใครบ้าเรียนขนาดเอาหนังสือชั้นสูงกว่ามานั่งเรียน ผมต้องไปเอาสมุดพกตั้งแต่ ม.๑-ม.๖ออกมาให้ดู นั่นแหละเขาถึงจะเชื่อว่าผมสอบได้ที่๑ ทั้งสอบซ้อมสอบไล่โดยตลอดมาจริงข้าพเจ้าตอบ

          “อะไรกัน  คุณเก็บสมุดพกตั้งแต่ชั้นมัธยมมาจนถึงบัดนี้ทีเดียวหรือ?” หลวงพ่อถามติง

          ครับ!.. ผมเก็บไว้แม้ขณะนี้ก็ยังอยู่ กระดาษกรอบน้ำตาลเชียวครับข้าพเจ้าตอบอย่างภาคภูมิใจ

          ในเมื่อลูกคุณเขาเชื่อแล้วว่าวิธีการของคุณจะทำให้เรียนดีได้ แล้วเขายอมเรียนตามวิธีของคุณหรือไม่?” หลวงพ่อถามยิ้มๆ

          ไม่มีใครเอาวิธีผมไปใช้สักคนครับ  เอาแต่เล่นสนุกกันไปตามประสาเด็กหมดข้าพเจ้าตอบอย่างท้อแท้

          นี่แหละคำตอบละ คนเรานั้นไม่เหมือนกัน คุณลองไปถามดูได้ว่ายังมีใครสักกี่คนที่เขาใช้วิธีการเรียน และการเล่นแบบคุณบ้าง มันผิดปกตินะ มันหนักเกินไปนะสำหรับบุคคลทั่วๆไป การจะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัยกำลังใจสูง มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวไม่ท้อถอย อีกทั้งต้องมีความเพียรเป็นเลิศจึงจะกระทำได้นะ

          จริงของคุณการกระทำความเพียร เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้น กระทำกันในวัดโดยไม่ต้องออกธุดงค์ก็ได้ถ้ามีกำลังใจเด็ดเดี่ยวไม่ท้อถอย และมีความเพียรเป็นเลิศ แต่โดยทั่วๆไปแล้วพระภิกษุที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติใหม่ๆนั้นจะกระทำได้สักกี่องค์ เพราะสถานที่และสิ่งแวดล้อมไม่ให้ อีกทั้งยังมีกิจอย่างอื่นที่สงฆ์จะต้องช่วยกันปฏิบัติเป็นส่วนรวม นอกจากนั้นญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา ที่เข้าออกเพ่นพ่านในวัดก็มีมาก เมื่อมีมากตาก็จะเห็น หูก็จะได้ยิน ลิ้นก็จะลิ้มรสอาหารโอชะ จมูกจะได้กลิ่น จิตก็เกิดการรับรู้ เกิดอารมณ์หวั่นไหว ตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมได้โดยง่ายจริงไหม ?”  หลวงพ่ออธิบายอย่างอารมณ์ดี และเมื่อเห็นข้าพเจ้ายังนั่งฟังด้วยความสนใจ จึงอธิบายต่อว่า

           “ด้วยเหตุนี้เองพระบรมศาสดาซึ่งหยั่งรู้อารมณ์ของพระภิกษุที่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆเป็นอย่างดี จึงออกอุบายให้พระภิกษุที่เริ่มปฏิบัติออกธุดงค์ เพื่อหาความสงบวิเวกในป่า ทั้งนี้เพื่อให้อารมณ์ของจิตสงบ ระงับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเสีย กล่าวคือ

          ตาที่เคยเห็นรถรุ่นใหม่รูปงาม หรืออุบาสกที่อ่อนหวานน่ารัก ก็กลับได้เห็น ลิง ค่าง บ่าง ชะนี หรือ เสือ สิงห์ กระทิง แรด แทน ความอยากได้ใคร่ดีในรูปจะได้หมดไป

          หูซึ่งเคยได้ยินแต่เสียงไพเราะ หรือเสียงหวานเสนาะโสดของสาวงาม ก็กลับได้ยินเสียงลิง ค่าง บ่าง ชะนี หรือนกการแทน ความอยากได้ใคร่ดีในเสียงก็จะสงบลง

          จมูกที่เคยได้กลิ่นหอมจากน้ำหอมลืมชื่อ ก็กลับได้กลิ่นไอดิน ความอยากได้ใคร่ดีในกลิ่นก็จะสงบลงระงับไป

          ลิ้นที่เคยลิ้มอาหารรสเลิศที่ญาติโยมเคยเอามาถวาย  กลับต้องลิ้มรสเผือกมันผลไม้ป่าแทน ความอยากอยากได้ใคร่ดีในรสก็จะสงบระงับไป

          ส่วนกายที่ได้หนุนหมอนอ่อนนุ่ม ห่มผ้าห่มยามหนาวหรืออาบน้ำฟอกสบู่อย่างสะดวกสบาย ก็จะได้สัมผัสกับขอนไม้ หญ้า ฟางแทนความอยากได้ใคร่ดีในสัมผัสก็จะสงบระงับไป

          และเมื่อความอยากได้ใคร่ดีในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หมดไปก็หมายถึงกามฉันทะหมด ความคิดที่จะจองล้างจองผลาญกับผู้ใดในป่าก็ย่อมไม่มี เป็นอันว่าพยาบาทไม่มี ความคิดฟุ้งซ่านก็ไม่มี เพราะไม่มีอะไรให้คิดอยู่เหมือนที่วัด ความลังเล สงสัย คือ วิจิกิจฉา ก็ย่อมไม่มีเพราะถ้ามีก็คงไม่ออกธุดงค์ และถ้าไม่มีความง่วงเหงาหาวนอนด้วยก็หมายความว่า นิวรณ์๕ ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามในการบำเพ็ญเพื่อเข้าถึงปฐมฌานหมดไป การเข้าสู่ปฐมฌานก็ย่อมเป็นไปได้โดยง่าย และเมื่อปฐมฌานเกิดขึ้นได้ ฌาน๒,,๔ ก็จะตามขึ้นมาได้ นั่นคือการเจริญสมถกรรมฐานเพื่อเข้าถึงฌาน ๔ ย่อมทำได้อย่างแน่นอน

          และเมื่อทรงฌานได้ เอากำลังของฌานมาพิจารณาวิปัสสนา ก็ย่อมเป็นไปได้โดยง่ายอีกในที่สุดปัญญาก็จะเกิด และเมื่อปัญญาเกิดก็นำปัญญานั้นแหละไปห้ำหั่น กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม จนละสังโยชน์๑๐ ไปทีละข้อๆถ้าละได้ ๓ข้อก็เป็นพระโสดาบันและสกิทาคามี ถ้าละได้ ๕ข้อก็เป็นอนาคามี ถ้าละได้ทั้ง ๑๐ข้อก็เป็นพระอรหันต์ บรรลุมรรคผลนิพพานได้เร็วกว่าที่จะเริ่มฝึกนั่งเพียรปฏิบัติอยู่แต่ในวัดนะ การธุดงค์จึงเปรียบเสมือนเครื่องช่วย  หรือเครื่องผ่อนแรงที่ช่วยให้การบำเพ็ญเพียรไปสู้มรรคผลนิพพานของพระภิกษุที่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆง่ายขึ้นเท่านั้นเองหลวงพ่ออธิบายอย่างยืดยาว แต่ก็แปลกที่สุดที่ข้าพเจ้าสามารถจดจำได้ทั้งหมดแม้จนกระทั่งทุกวันนี้

           “ถ้าการออกธุดงค์ได้ผลดีเช่นนั้น ทำไมพระภิกษุสงฆ์จึงไม่ธุดงค์ไปเรื่อยๆล่ะครับ กลับเข้ามาอยู่ในวัดในเมืองอีกทำไมครับข้าพเจ้าถามด้วยความสงสัย

           “อ้าว!.. ถ้าท่านสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าแล้วไม่กลับวัดท่านจะมีโอกาสได้แสดงธรรมสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา เพื่อสั่งสมบารมีต่อไปอย่างไรล่ะคุณ จะให้ท่านไปสอน ลิง ค่าง บ่าง ชะนีในป่าตลอดไปหรือหลวงพ่อตอบอย่างเห็นขัน และเมื่อข้าพเจ้าหัวเราะจึงพูดต่อไปว่า

           “พระพุทธเจ้าเองเมื่อท่านได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วท่านก็กลับเข้าเมืองมาแสดงธรรมโปรดผู้คนมิใช่หรือ ?”

           “จริงครับหลวงพ่อข้าพเจ้าตอบ

           “อีกประการหนึ่งการกลับเข้าวัดในเมือง ก็จะเป็นการทดสอบจิตไปในตัวด้วยว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปเจอกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเย้ายวนในเมืองเข้าแล้วไปบอกจิต จิตมีปัญญาเพียงพอที่จะรู้เท่าทันกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมหรือไม่ ถ้ายังหวั่นไหวก็จะต้องออกธุดงค์เข้าป่าไปฝึกกันใหม่นะ เพราะถือว่าจิตยังไม่แน่จริง เข้าใจหรือยังล่ะหลวงพ่ออธิบายเพิ่มเติมแล้วถาม

          “จริงครับหลวงพ่อข้าพเจ้าตอบด้วยความปลื้มปิติ หวังว่าคำถามนี้ของข้าพเจ้า จะทำให้ท่านผุ้อ่านได้เข้าใจถึงประโยชน์ที่พระออกธุดงค์พอสมควรทีเดียวนะครับ

คัดมาจากหนังสือของ พล.อ.ต. มนูญ ชมภูทีป

 

 7.ทำไมพระสงฆ์จึงต้องออกบิณฑบาตรในตอนเช้า ?

          ในการที่เราจะเห็นความหมายของกิจวัตรข้อนี้ได้ เราต้องมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสังคมชาวพุทธเสียก่อน สังคมชาวพุทธนั้น ประกอบด้วยพุทธบริษัท ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ทั้งภิกษุและภิกษุณีนั้นเป็นผู้ที่ได้ละบ้านเรือนออกบวช เพื่อใช้ชีวิตในการศึกษาและปฏิบัติ แล้วก็ควรนำคำสอนมาเผยแผ่อบรมสั่งสอนคฤหัสถ์เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ

          สำหรับอุบาสก อุบาสิกา ซึ่งเป็นคฤหัสถ์นั้น ยังคงดำเนินชีวิตตามโลกียวิสัย จึงมีความรับผิดชอบในการที่จะจัดหาปัจจัย ๔ ที่จำเป็นแก่การยังชีวิตของ เพศสมณะให้แก่พระสงฆ์ ได้แก่ จีวร อาหาร ที่อยู่อาศัย และเภสัช สังคมพุทธจึงอยู่กันด้วยความเอื้ออาทร และมีความรับผิดชอบต่อกันและกันเช่นนี้

เมื่อพระออกบิณฑบาต พิจารณาจากแง่มุมของพระท่านออกมาโปรดสัตว์ ให้โอกาสแก่คฤหัสถ์ที่จะได้ทำบุญ โดยการจัดหาอาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ เพราะถือว่าเป็น "นาบุญ" เป็นบุคคลที่ควรรับของที่คฤหัสถ์ถวาย นอกจากนั้นการที่คฤหัสถ์ดูแลความเป็นอยู่ของพระ ก็ย่อมเป็นการสร้างความมั่นคงถาวรให้เกิดแก่พระพุทธศาสนาและสถาบันศาสนาโสตหนึ่ง และนับได้ว่า เป็นการยกระดับการปฏิบัติของคฤหัสถ์ไปพร้อม ๆ กัน 

        บิณฑบาต (อ่านว่า บิน-ทะ-บาด) เป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า ปิณฺฑ + ปาต แปลว่า การตกลงแห่งก้อนข้าว โดยทั่วไปคำนี้หมายถึงกิจวัตรของพระภิกษุสงฆ์และสามเณรในพระพุทธศาสนา ในการออกเดินถือบาตรรับการถวายภัตตาหารหรือสิ่งของจากชาวบ้านในเวลาเช้า เรียกว่าการออกบิณฑบาต การออกบิณฑบาตของพระภิกษุเป็นกิจวัตรที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการบิณฑบาตว่าเป็นกิจอันประเสริฐ หรือในสามัญเรียกว่าการโปรดสัตว์ เพราะการออกบิณฑบาตนั้นนับว่าเป็นการเผยแผ่พระศาสนาทางหนึ่งด้วย ดังในสมัยพุทธกาลที่พระภิกษุสงฆ์จะเทศนาโปรดแก่บรรดาชาวบ้านซึ่งมาร่วมทำบุญ อันเป็นต้นเหตุแห่งการสวดให้พรหลังภัตตกิจในปัจจุบันนี้

 

 8.ทำไมพระไหว้พระสวดมนต์ ?

ไหว้พระสวดมนต์ทำไม

                  ผู้ที่มีรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของชีวิต ควรปฏิบัติกิจวัตรนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของชาวพุทธ และ...

                  ๑. เป็นการรักษาธรรมเนียม ประเพณีที่ดีให้คงอยู่
                  ๒. เป็นการแสดงความเคารพบูชาพระรัตนตรัย
                  ๓. เป็นการเชื่อมสามัคคีในหมู่คณะ ครบไตรทวาร
                  ๔. เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน
                  ๕. เพื่อฝึกกายใจให้เข็มแข็งอดทน
                  ๖. เพื่อดำรงรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทยไว้
                  ๗. เพื่ออบรมจิตใจให้สะอาด สงบ สว่าง
                  ๘. เพื่อฝึกจิตให้เกิดสมาธิ ไม่ฟุ่งซ่าน
                  ๙. เพื่อเป็นการทบทวนพระพุทธพจน์

ประโยชน์ของการไหว้พระสวดมนต์...

                  ๑. เป็นการเสริมสร้างสติปัญญา
                  ๒. เป็นการอบรมจิตใจให้ประณีตและมีคุณธรรม
                  ๓. เป็นสิริมงคล แก่ชีวิตตน และ บริวาร
                  ๔. เป็นการฝึกจิตใจให้มีคุณค่าและมีอำนาจ
                  ๕. ทำให้มีความเห็นถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา
                  ๖. เป็นการรักษาศรัทธาปสาทะของสาธุชนไว้
                  ๗. เท่ากับได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแม้ปรินิพพานแล้ว
                  ๘. เป็นเนตติของอนุชนต่อไป
                  ๙. เป็นบุญกิริยา เป็นวาสนาบารมี เป็นสุขทางใจ

  

 

 9.ทำไมพระถึงถูกตัวสีกาไม่ได้ ?

เริ่มที่คำถามที่สองก่อนนะครับว่า "ทำไมพระถึงถูกตัวสีกาไม่ได้"
ในพระวินัยของสงฆ์นั้น มีศีลข้อหนึ่งในสังฆาทิเสส ๑๓ ได้ห้ามว่า
"ภิกษุมีความกำหนดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส"
ทีนี้พระบางรูปก็อาจจะอ้างได้ว่า ขณะที่ตนเองจับต้องหญิงนั้น จับโดยไม่มีความกำหนดอยู่
แต่หากจะให้ปลอดภัยที่สุด และไม่ผิดแน่ ๆ ก็คือว่าไม่จับเลย
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้แปลว่าพระภิกษุจะถูกตัวสีกาไม่ได้เลยในทุกกรณี
เช่น พระภิกษุดูแลมารดาดังที่ คห ที่ ๒ ได้ยกมา
หรือว่าพระภิกษุเห็นเด็กหญิงจะวิ่งออกนอกถนนโดนรถชน
แล้วเอามือไปจับแขนเด็กไว้ก่อน โดยเจตนาจะช่วยชีวิตเด็กหญิงไว้ ก็ทำได้
หรือพระภิกษุพบหญิงกำลังจมน้ำ และบริเวณนั้นไม่มีคนอื่นจะช่วย
การที่พระภิกษุจะช่วยดึงหญิงขึ้นมาจากน้ำ โดยเจตนาจะช่วยชีวิตนั้น ก็ทำได้
 

10.ทำไมสีกาถูกตัวพระไม่ได้ ?
กลับมาที่คำถามที่หนึ่งว่า "ทำไมสีกาถูกตัวพระไม่ได้"
ไม่มีข้อห้ามในฝั่งของฆราวาสว่าไม่ให้ถูกตัวพระภิกษุนะครับ
แต่ว่าสีกาเองก็ย่อมจะไม่อยากจะเป็นเหตุให้พระภิกษุต้องสังฆาทิเสส
ดังนั้น ปลอดภัยที่สุด และไม่ผิดแน่ ๆ ก็คือว่าสีกาก็ไม่จับต้องพระภิกษุเช่นกัน
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าสีกาจะจับพระภิกษุไม่ได้ในทุกกรณี
เช่น ทันตแพทย์หญิงทำฟันให้พระภิกษุ หรือพยาบาลทำการดูแลพระภิกษุอาพาธ
ก็สามารถที่จะถูกตัวพระภิกษุได้ เพราะไม่ได้เจตนาจะทำให้ท่านผิดศีล
แต่เจตนาที่จะทำการรักษาพยาบาลตามหน้าที่ 

 

11.ทำไมพระใช้ผ้ารับประเคนของจากผู้หญิง?

การประเคนของ
                       การประเคน  หมายถึง  การมอบให้ด้วยความเคารพ ใช้ปฏิบัติต่อพระสงฆ์ เพราะมีพระวินัยบัญญัติ ห้ามพระสงฆ์หยิบสิ่งของมาขบฉันเองโดยไม่มีผู้ประเคน ยกเว้นน้ำเปล่าที่ไม่ผสมสี เช่น  น้ำฝน น้ำปะปา เป็นต้น  การประเคนของจึงเป็นการสนับสนุนให้พระสงฆ์ปฏิบัติตามพระวินัยได้ถูกต้อง

หลักเบื้องต้นในการประเคน มีดังนี้
         
๑.  ของนั้นไม่ใหญ่โตหรือหนักเกินไป สามารถจับยกได้โดยคนเดียว

          ๒. ผู้ประเคนควรเข้าไปอยู่ในหัตถบาส  หมายถึง  เอามือประสานกันแล้วยื่นไปข้างหน้าห่างจากพระสงฆ์ประมาณ ๑ ศอก

          ๓. ถ้าเป็นชาย ยกของที่จะประเคนถวายพระสงฆ์ได้เลย ถ้าเป็นผู้หญิง ให้วางของที่จะประเคนลงบนผ้ารับประเคน

          ๔. เมื่อประเคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่าไปจับเลื่อนของที่ประเคนแล้ว หากเผลอไปจับเลื่อนถือว่าขาดประเคนต้องประเคนใหม่

 
   อาหารที่ต้องห้ามสำหรับพระภิกษุสงฆ์   

                 เป็นอาหารที่ไม่ควรแก่สมณะบริโภคได้แก่ เนื้อ ๑๐ ชนิด และอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อ ๑๐ ชนิด ดังนี้

                            ๑. เนื้อมนุษย์รวมถึงเลือดมนุษย์ด้วย              ๖. เนื้อราชสีห์(สิงโต)
                            ๒. เนื้อช้าง                                                  ๗. เนื้อเสือโคร่ง
                            ๓. เนื้อม้า                                                    ๘. เนื้อเสือเหลือง
                            ๔. เนื้อสุนัข                                                 ๙. เนื้อหมี
                            ๕. เนื้องู                                                      ๑๐.เนื้อเสือดาว

 

ส่วนเนื้อสัตว์นอกเหนือจากนี้ถ้าเป็นเนื้อที่ยังดิบ(ยัง ไม่สุกด้วยความร้อนจากไฟ) ทรงห้ามฉัน

ถ้าสุกแล้วอนุญาตให้ฉันได้ และเนื้อสัตว์ที่ฆ่าเจาะจงทำถวายพระภิกษุสามเณร ถ้าพระภิกษุไม่ได้เห็น

การฆ่านั้น ไม่ได้ยินมาก่อนว่าฆ่าเจาะจง ไม่ได้สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อเป็นของเฉพาะเจาะจงแก่ตนก็ขบ ฉันได้ไม่มีโทษ



สิ่งของที่ประเคนพระภิกษุสงฆ์ได้เวลาก่อนเที่ยง

เครื่องไทยธรรม ประเภทอาหารคาวหวานทุกชนิด ได้แก่
      ๑. อาหารสด เช่น อาหารคาว หวาน รวมทั้งผลไม้ทุกชนิด
      ๒. อาหารแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ข้าวสาร ฯลฯ
      ๓. อาหารเครื่องกระป๋องทุกประเภท เช่น นม โอวัลติน ปลากระป๋อง ถ้าจะนำไปถวายหลังเที่ยงวันไปแล้ว

          
นิยมเพียงแต่แจ้งให้พระภิกษุรับทราบ แล้วมอบสิ่งของดังกล่าวให้ลูกศิษย์ของท่านเก็บรักษาไว้ถวายท่านในวันต่อไป       
สิ่งที่ประเคนได้ตลอดเวลา เครื่องดื่มทุกชนิด ประเภทเครื่องยาบำบัดป่วยไข้หรือประเภทเภสัชที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย


สิ่งของที่ทรงห้ามมิให้ภิกษุจับต้อง
ทรงเรียกสิ่งของดังกล่าวว่า วัตถุอนามาส จึงไม่นิยมนำไปประเคนถวายพระภิกษุมีดังต่อไปนี้


          * ผู้หญิง รวมทั้งเครื่องแต่งกายหญิง รูปภาพหญิง รูปปั้นหญิงทุกชนิด
          * รัตนะ ๑๐ ประการ คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วประพาฬ ทับทิม บุษราคัม สังข์(ที่เลี่ยมทอง) ศิลา เช่น หยก และโมรา เป็นต้น
          * เครื่องศัตราวุธทุกชนิดอันเป็นเครื่องทำลายชีวิต
          * เครื่องดักสัตว์บก สัตว์น้ำทุกชนิด
          * เครื่องประโคมดนตรีทุกอย่าง
          * ข้าวเปลือก และผลไม้ที่เกิดอยู่กับที่


ที่มา  http://kalyanamitra.org/culture/index31.html

 

ประเภทของการกินของสมาชิกในวัด การกินของพระนั้นเรียกตามศัพท์เทคนิคว่า ฉัน ก่อนจะฉันต้องมีพิธีรีตองกันพอสมควร คือต้องมีคนประเคนให้เสียก่อนจึงจะฉันได้ อยู่ๆ จะหยิบกินเองไม่ได้

ปรับอาบัติคือมีความผิดตามพระวินัย คำว่า "ประเคน" หมายถึง กิริยา อาการที่คนอื่นที่ไม่ใช่พระด้วยกันยื่นให้ในหัตถบาส 

และคำว่า "หัตถบาส" หมายถึงระยะช่วงแขนหนึ่ง หรือสองศอก ห่างกว่านั้นถือเป็นโมฆะใช้ไม่ได้ เรียกตามภาษาพระว่า "ไม่ครบองค์ประเคน" 

ตำราบอกด้วยว่า ถ้าอยู่ในหัตถบาสถึงจะโยนให้ก็ถือว่าเป็นการประเคนที่ถูกต้อง แต่นี่คงพูดเผื่อไว้เท่านั้น ยังไม่เคยเห็นใครโยนของประเคนให้พระเลย ขืนทำจริงๆ ก็คงโดนท่านเอาศอกประเคนให้เท่านั้นเอง (ภาษาไทยนี่ยุ่งพิลึกนะครับ)

บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมต้องมีกฎเกณฑ์อะไรหยุมหยิมนัก อาหารตั้งอยู่ตรงหน้า พระสงฆ์ท่านไม่มีสิทธิ์หยิบกินเองได้ ต้องรอให้คนอื่นหยิบยื่นให้ ดูประหนึ่งว่าขี้เกียจเหลือประมาณอย่างที่เจ๊กลิ้มบ้านนกนางแอ่นแกว่า

เล่ากันว่า วันหนึ่งเจ๊กลิ้มแกทำบุญเลี้ยงพระ ยกอาหารมาตั้งโต๊ะเสร็จแล้วก็ถอยออกไปเพื่อทำธุระอย่างอื่นต่อ พระรูปหนึ่งร้องบอกว่า


"เดี๋ยวก่อน อาแป๊ะประเคนก่อน"

"ประเคงอาลาย?" แป๊ะลิ้มงง

"ยกอาหารให้พระ" ท่านบอกพร้อมแบมือรอรับอาหาร

"ก็อยู่ไก้ๆ ลื้อหยิกกิงเองม่ายล่ายหรือ ลื้อนี่ขี้เกียกตายโหงเลย"

นั่นสิครับ การนั่งรอให้เขาประเคนให้ดูเผินๆ ก็เสมือนขี้เกียจเต็มประดา แค่จะกินยังต้องให้เขายื่นให้


ความ จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ พระพุทธเจ้าท่านทรงเป็นผู้มีเหตุผลอย่างยิ่ง การบัญญัติศีลวินัยหรือระเบียบข้อบังคับใดๆ ย่อมอยู่บนรากฐานแห่งเหตุผล มิได้บัญญัติขึ้นลอยๆ โดยไม่มีสาเหตุและเหตุผล

เราทราบกันดีว่า วินัยแต่ละข้อมิได้ตราขึ้นล่วงหน้าเหมือนกฎหมายบ้านเมือง หากแต่บัญญัติหลังจากเกิดการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในหมู่พระสงฆ์แล้ว เพื่อมิให้ถือเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

เมื่อเปิดดูพระวินัยปิฎกค้น หาสาเหตุที่ทรงบัญญัติเรื่องการประเคนก็พบว่า มีสาเหตุจากข้อบัญญัติที่ว่า ห้ามพระถือเอาของที่เขาไม่ให้ ยกเว้นผ้าบังสุกุล มีพระรูปหนึ่งอยู่ในป่าช้า เที่ยวเก็บอาหารที่เขานำมาเซ่นผีฉัน ชาวบ้านรู้เรื่องเข้าก็ต่อว่าท่านหาว่าแย่งผีกิน เขาไม่ได้ให้ท่านสักหน่อย บางรายปากคอเราะร้ายพูดกระทบว่า 

"พระสมณะศากยบุตรรูปนี้คงแอบฉันศพกระมัง จึงอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี" 

พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องเข้า จึงทรงตำหนิ และบัญญัติเป็นข้อปฏิบัติต่อไปว่า "ภิกษุใดฉันอาหารที่เขามิได้ประเคนให้ต้องอาบัติปาจิตตีย์"

นี่แหละ ครับคือเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงห้ามพระหยิบอาหารฉันเองโดยมิได้รับประเคนก่อน เป็นการป้องกันมิให้พระขโมยเขากินและป้องกันการตำหนิติเตียนจากคนอื่น มิใช่ขี้เกียจตัวเป็นขนอย่างที่เจ๊กลิ้มแกเข้าใจ

พระพุทธเจ้าทรงแบ่งประเภทของการกิน หรือฉันของพระออกเป็น 4 ประเภท คือ


- กินอย่างขโมย หรือขโมยเขากิน

- เป็นหนี้เขากิน

- กินอย่างนาย

- กินในฐานะเป็นทายาท

(1) พระทุศีลหรืออลัชชี ที่อาศัยพระศาสนาหากิน ถึงแม้จะนั่งฉันอยู่ท่ามกลางสงฆ์ มีผู้ประเคน มีผู้รู้เห็น ก็เรียกว่า "ขโมยเขากิน" เพราะตัวเองมิใช่พระ แต่หลอกลวงให้เขาเข้าใจว่าเป็นพระ พระเก๊ประเภทนี้บางครั้งพระพุทธองค์ทรงประณามเอาแรงๆ ว่า เป็นมหาโจรประเภทหนึ่งในจำนวนมหาโจรทั้ง 5 คือ


ประเภทที่หนึ่ง หลอกลวงชาวบ้าน ให้เขาหลงเชื่อว่าเป็นผู้ทรงศีล จนเขาขนปัจจัยสี่มาถวายอยู่กินฟูมฟาย

ประเภทที่สอง เรียนรู้พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้แล้วคุยโอ่ว่าไม่ได้เรียนมาจากผู้ใด รวมถึงการ "ลักวิทยา" อย่างอื่นๆ ด้วย

ประเภทที่สาม กำจัดเพื่อนสหธรรมิกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ด้วยการใส่ร้ายป้ายสีอย่างรุนแรง

ประเภทที่สี่ เอาของสงฆ์ไปแจกชาวบ้าน เพื่อประจบเอาใจเขา

ประเภทที่ห้า อวดอุตริมนุสธรรม คือคุณวิเศษที่ไม่มีในตน เช่น คุยโม้ว่าตนเป็นอรหันต์ทรงอภิญญาต่างๆ หรือบรรลุมรรคผลขั้นนั้นขั้นนี้

เสร็จแล้ว ตรัสสรุปว่า


"ภิกษุ ทั้งหลาย ผู้ใดประพฤติตัวอย่างหนึ่ง ให้เขาเข้าใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผู้นั้นลวงเขาบริโภค ด้วยความเป็นขโมย ดังนายพรานลวงจับนก ผู้นั้นถึงจะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ แต่ประพฤติชั่วเลวทรามไม่สำรวม จะต้องไปเกิดในภพที่หาความเจริญมิได้ คนทุศีลเช่นนี้ กลืนกินก้อนเหล็กแดงที่ร้อนแรงยังจะดีเสียกว่าหลอกกินข้าวชาว บ้าน"

ฟังเอาเถอะครับ ว่าการขโมยเขากิน พระพุทธเจ้าทรงประณามขนาดไหน

(2) การกินประเภทที่สอง เป็นหนี้เขากิน มิได้หมายถึงกินเชื่อ หรือเซ็นก่อนจ่ายทีหลังอะไรทำนองนั้น แต่หมายถึงการกินโดยมิได้พิจารณาก่อน แม้ผู้กินหรือฉันจะมีศีลบริสุทธิ์ก็ตาม ที่ว่า "พิจารณา" นั้น หมายถึงว่าต้องสวดภาวนา 2 เวลา คือ

- ขณะจะกิน หรือกำลังกินอย่างหนึ่ง

- หลังจากกินเสร็จแล้ว อีกอย่างหนึ่ง

การ พิจารณาก่อนจะกินหรือกำลังกิน เรียกว่า ตังขณิกะปัจจะเวกขณ์ บางทีเรียกง่ายๆ ว่า เสกปฏิสังขาโย เพราะคำสวดขึ้นต้นด้วยคำว่า "ปฏิสังขาโย" พระสงฆ์สมัยก่อนนั้นท่านถือเคร่งมากในเรื่องนี้ กว่าจะตักข้าวเข้าปากต้องทำปากขมุบขมิบ เสกอยู่นั่นแล้ว จนข้าวเย็นไปเลย


การ พิจารณาหลังจากฉันเสร็จ ส่วนมากมักเป็นเวลาก่อนนอน เรียกว่า อตีตะปัจจะเวกขณ์ หรือเสกอัชชะมะยา (คำสวดขึ้นต้นด้วย "อัชชะมะยา") อย่างหลังนี้ใช้กันเหนียว ในกรณีที่บังเอิญลืมเสกเวลาฉัน รวมความว่าจะต้องเสกให้ได้ไม่ในขณะฉันก็หลังฉันเสร็จแล้ว ไม่เช่นนั้นถือว่าติดหนี้

หนี้ใคร? ก็หนี้บุญคุณชาวบ้านที่เขาเลี้ยงดูปูเสื่อนั่นแหละ

 

การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้  [๑๑๗๓] อุ. การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า?

             พ. ดูกรอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้นี้มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:-

                          ๑. ของเขาให้ด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยกาย
                          ๒. ของเขาให้ด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย
                          ๓. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยกาย
                          ๔. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย ไม่รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย
                          ๕. ของเขาให้ด้วยโยนให้ ไม่รับประเคนด้วยกาย หรือด้วยของเนื่องด้วยกาย


             ดูกรอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ไม่ได้ มี ๕ อย่าง นี้แล.

การรับประเคนที่ใช้ได้  ดูกรอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ได้นี้ มี ๕ อย่าง. ๕ อย่างอะไรบ้าง? คือ:-

                          ๑. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย
                          ๒. ของเขาให้ด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย
                          ๓. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยกาย
                          ๔. ของเขาให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย รับประเคนด้วยของเนื่องด้วยกาย
                          ๕. ของเขาให้ด้วยโยนให้ รับประเคนด้วยกาย หรือด้วยของเนื่องด้วยกาย

ดูกรอุบาลี การรับประเคนที่ใช้ได้ ๕ อย่าง นี้แล.

 

12.ทำไมพระสาวกจึงเคารพพระศาสดา ?

๔๘. ปัญหา เพราะเหตุไร บรรดาพระสาวกของพระพุทธเจ้า จึงมีความเคารพยำเกรงในพระพุทธองค์อย่างสูง นับว่าขณะที่พระองค์กำลังทรงแสดงธรรม ภิกษุแม้รูปเดียวจะไอหรือจามก็ไม่กล้า ?
          พุทธดำรัสตอบ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้ว พึ่งเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงเป็นผู้มีอาหารน้อย และทรงสรรเสริญความเป็นผู้มีอาหารน้อย อุทายี แต่สาวกทั้งหลายของเรามีอาหารเพียงเท่าโกสะ (จุในผลกระเบา) หนึ่งก็มี เพียงกึ่งโกสะ ก็มีเพียงเท่าเวลุวะ (จะในผลมะตูม) หนึ่งก็มี เพียงกึ่งเวลุวะก็มี ส่วนเราและ บางครั้งบริโภคอาหารเสมอขอบปากบาตรนี้ก็มี ยิ่งกว่าก็มี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงมีอาหารน้อย... บรรดาสาวกของเราผู้มีอาหารเพียงเท่าโกสะหนึ่งบ้าง..... เพียงกึ่งเวลุวะบ้าง ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา
          “ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ อุทายี แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุล ทรงจีวรเศร้าหมอง เธอเหล่านั้นเลือกเก็บเอาผ้าเก่าแต่ป่าช้าบ้าง แต่กองหยากเยื่อบ้าง แต่ที่เขาทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ บ้าง มาทำเป็นสังฆาฎิ ส่วนเราแล บางคราวก็ใช้คหบดีจีวรที่เนื้อแน่น....... ถ้าสาวก
ทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ทรงผ้าบังสุกุล..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา
          “ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้.... แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร....... เธอเหล่านั้น เมื่อเข้าไปถึงละแวกบ้านแล้ว ถึงใครจะนิมนต์ด้วยอาสนะก็ไม่ยินดีมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งก็ฉันในที่นิมนต์ แต่ล้วนเป็นข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่เขาเก็บเมล็ดดำออกแล้ว มีแกงกับหลายอย่าง ถ้าสาวก
ทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ถือบิณฑบาตเป็นวัตร.......ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา
          “ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถืออยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร ถืออยู่กลางแจ้งเป็นวัตร เธอเหล่านั้น ไม่เข้าสู่ที่มุงตลอดแปดเดือนมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งอยู่ในเรือนยอดที่ฉาบทาทั้งข้างในข้างนอก ลมเข้าไม่ได้ มีลิ่มชิดสนิท มีหน้าต่างเปิดปิดได้ ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพเรา เพราะเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ถือโคนต้นไม้เป็นวัตร..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา
          “ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด...... แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือเสนาสนะอันสงัด ถือป่าชัฏอยู่ เธอเหล่านั้นย่อมมาประชุมในท่ามกลางสงฆ์ เฉพาะเวลาสวดปฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งก็อยู่เกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพเรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด...... บรรดาสาวกของเราที่ถืออยู่ป่าเป็นวัตร..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา
          “ ดูก่อนอุทายี มีธรรม ๕ ประการอย่างอื่นอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะเคารพเรา ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน?
          “ ดูก่อนอุทายี สาวกทั้งหลายของเราในธรรมวินัยนี้ ย่อมสรรเสริญในพระอธิศีลว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีศีล ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง........ 
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมสรรเสริญในเพราะความรู้ความเห็นที่แท้จริงว่า พระสมณโคดมเมื่อทรงรู้เองก็ตรัสว่ารู้ เมื่อทรงเห็นเองก็ตรัสว่าเห็น ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่ทรงแสดงธรรมเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ทรงแสดงธรรมมีเหตุ มิใช่ทรงแสดงไม่มีเหตุ ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ มิใช่ทรงแสดงไม่มีความอัศจรรย์......
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมสรรเสริญในเพราะปัญญาอันยิ่งว่า พระสมณโคดมทรงมีพระปัญญา ทรงประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง....
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ผู้อันทุกข์ท่วมท้นแล้ว..... เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึงทุกขอริยสัจ...... ถามถึงทุกขสมุทัยอริยสัจ........ ทุกขนิโรธอริยสัจ.......... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ..... เราอันเธอเหล่านั้นถาม...... ก็พยากรณ์ให้ยังจิตของเธอให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา

         
ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสติปัฏฐานสี่.........
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสัมมัปปธานสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอิทธิบาทสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอินทรีย์ห้า....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญพละห้า....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์เจ็ด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญวิโมกข์แปด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอภิภายตนะแปดประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญกสิณายตนะสิบประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญฌานสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูปประกอบด้วยมหาภูตสี่ เกิดแต่บิดามารดา...... มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้.... เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม...... มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวล ร้อยอยู่ในนั้น..... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา ......
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่
          “ ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่

มหาสกุลุทายิสูตร ม. ม. (๓๒๕-๓๕๔)
ตบ. ๑๓ : ๓๑๘-๓๔๐ ตท.๑๓ : ๒๖๘-๒๘๖
ตอ. MLS. II : ๒๐๘-๒๒๒

 

13.ทำไมนิมนต์พระไปทำบุญจำนวนพระเลขคู่บ้าง เลขคี่บ้าง?

การนิมนต์พระสงฆ์

    การนิมนต์พระสงฆ์ คือ การที่เจ้าของงาน หรือผู้แทนงาน ไปติดต่อแจ้งความจำนงกับเจ้าอาวาส หรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ณ วัดใดวัดหนึ่ง ขออาราธนา คือ ขอเชิญพระสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการ ให้ไปประกอบพิธีในงาน การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์พิธีทำบุญงานมงคลทั่วไป นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 รูป 

      ส่วนจำนวนข้างมากไม่มีกำหนด ตามกำลังศรัทธาของเจ้าภาพยิ่งมีจำนวนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มบุญกุศลมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ และพอเหมาะแก่สถานที่ซึ่งจะอำนวยให้เป็นประการสำคัญ
การนิมนต์พระสงฆ์ในงานมงคลสมรส

      การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์พิธีทำบุญงานมงคลสมรสนั้น แต่เดิมมานิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนคู่ คือ 6 รูป 8 รูป หรือ 10 รูป เป็นต้น เพื่อกำหนดแบ่งให้ฝ่ายเจ้าบ่าว และฝ่ายเจ้าสาว เลือกนิมนต์พระสงฆ์ที่มีความรู้จักมักคุ้นกับตระกูลของตนฝ่ายละเท่า ๆ กัน จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันและกัน

      แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ พิธีทำบุญงานมงคลทุกประเภท รวมทั้งพิธีทำบุญงานมงคลสมรสด้วย โดยมากมักนิยมนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมงคล จำนวน 9 รูป ทั้งนี้ เพราะชาวบ้านโดยมากถือกันว่า เลข 9 นั้น การออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า ก้าวคือก้าวหน้า หมายถึงความเจริญรุ่งเรือง หรือ ถือกันตามมหาทักษาพยากรณ์ว่า เลข 9 นั้น เท่ากับกำลังพระเกตุ 9 ซึ่งอาจคุ้มครองป้องกันภยันตรายได้นานาประการ 


      และถือกันตามคติธรรมทางพระพุทธศาสนาว่า เลข 9 นั้น เท่ากับนวหรคุณ 9 ประการ อันเป็นสิริมงคลอย่างสูง และเท่ากับโลกุตตรธรรม 9 ประการ คือ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ซึ่งเป็นผลที่เยี่ยมยอดสูงสุดในพระพุทธศาสนา

การนิมนต์พระสงฆ์ในงานทำบุญอายุ
      การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์งานทำบุญอายุนั้น นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเกินกว่าอายุของเจ้าภาพขึ้นไป 1 รูป เช่น ทำบุญอายุ 48 ปี นิยมนิมนต์พระสงฆ์ 49 รูป ทำบุญอายุ 72 ปี นิยมนิมนต์พระสงฆ์ 73 รูปทำบุญอายุ 60 ปี นิยมนิมนต์พระสงฆ์ 61 รูป ทำบุญอายุ 84 ปี นิยมนิมนต์พระสงฆ์ 85 รูป เป็นต้น


การนิมนต์พระสงฆ์ประกอบพิธีงานอวมงคล
      การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีงานอวมงคลเกี่ยวเนื่องกับศพนั้น นิยมนิมนต์พระสงฆ์มีจำนวน ดังนี้
         1. พิธีสวดพระอภิธรรม นิยมนิมนต์จำนวน 4 รูป เป็นอย่างน้อย
         2. พิธีสวดหน้าไฟ เวลาเผาศพ นิยมนิมนต์จำนวน 4 รูป เป็นอย่างน้อย
         3. พิธีสวดพระพุทธมนต์งานบำเพ็ญกุศลศพ เช่นทำบุญ 7 วัน 50 วัน หรือ 100 วันเป็นต้น นิยมนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูป 7 รูป 10 รูป เป็นต้น หรือตามกำลังศรัทธา และพอเหมาะแก่สถานที่นั้น ๆ
         4. พิธีสวดแจงงานฌาปนกิจศพ นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 20 รูป 25 รูป 100 รูป หรือนิยมนิมนต์หมดทั้งวัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศรัทธา
         5. พิธีสวดมาติกาบังสุกุลศพ นิยมนิมนต์พระสงฆ์ จำนวนเท่าอายุของผู้ตายที่บำเพ็ญกุศลอุทิศให้นั้น เช่น ผู้ตายอายุ 75 ปี ก็นิยมนิมนต์พระสงฆ์ 75 รูป เป็นต้น หรือจะนิมนต์ตามกำลังศรัทธา ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด


วิธีนิมนต์พระสงฆ์
      การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานมงคล หรืองานอวมงคลต่าง ๆนั้น นิยมปฏิบัติกันทั่วไป ทั้งการนิมนต์ด้วยวาจา และการนิมนต์ด้วยการทำหนังสือฎีกานิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเป็นงานพิธีทำบุญส่วนตัว เช่น งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น ก็นิยมนิมนต์พระสงฆ์ด้วยวาจา โดยไปติดต่อนิมนต์ด้วยตนเอง 

      แต่ถ้าเป็นงานพิธีทำบุญเกี่ยวกับทางราชการทุกอย่าง ก็นิยมทำหนังสือฎีกานิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อพระสงฆ์จะได้ทราบกำหนดเวลาที่แน่นอน และเพื่อป้องกันความหลงลืมอีกด้วย
การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานมงคลและงานอวมงคลทุกประเภทนั้น นิยมกราบเรียนให้พระสงฆ์ทราบโดยย่อ ดังนี้
        1. พิธีทำบุญปรารภงานอะไร
        2. กำหนดงานวันที่ เดือน พ.ศ. ตรงกับวันขึ้น-แรม เดือนอะไร
        3. สถานที่ไหน
        4. ต้องการพระสงฆ์จำนวนเท่าไหร่
        5. จะจัดรถมารับ หรือ จะให้พระสงฆ์ไปเอง

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒
สงฆ์ ๕ ประเภท    
      [๑๘๗] สงฆ์มี ๕ คือ 
 
                                                ภิกษุสงฆ์จตุรวรรค ๑. 
                                                ภิกษุสงฆ์ปัญจวรรค ๑. 
                                                ภิกษุสงฆ์ทสวรรค ๑. 
                                                ภิกษุสงฆ์วีสติวรรค ๑. 
                                                และภิกษุสงฆ์อดิเรกวีสติวรรค ๑.

     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในภิกษุสงฆ์เหล่านั้น 
     ภิกษุสงฆ์จตุรวรรคพร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง เว้นกรรม ๓ อย่าง คือ อุปสมบท ปวารณา อัพภาน
     ภิกษุสงฆ์ปัญจวรรค พร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง เว้นกรรม ๒ อย่าง คือ อุปสมบทในมัชฌิมชนบท และอัพภาน

    ภิกษุสงฆ์ทสวรรค พร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง เว้นอัพภานกรรมอย่างเดียว

    ภิกษุสงฆ์วีสติวรรค พร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง
    ภิกษุสงฆ์อดิเรกวีสติวรรค พร้อมเพรียงกันโดยธรรม เข้ากรรมได้ในกรรมทุกอย่าง.

อ้างอิง
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๕  บรรทัดที่ ๔๙๖๔ - ๕๐๐๔.  หน้าที่  ๒๐๔ - ๒๐๕.

สงฆ์ หมู่, ชุมนุม
       1. หมู่สาวกของพระพุทธเจ้า เรียกว่า สาวกสงฆ์ ดังคำสวดในสังฆคุณ ประกอบด้วยคู่บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ เริ่มแต่ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค จนถึงพระอรหันต์ ต่างจาก ภิกขุสงฆ์ คือ หมู่แห่งภิกษุหรือชุมนุมภิกษุ (ดูความหมาย ๒),
           ต่อมา บางทีเรียกอย่างแรกว่า อริยสงฆ์ อย่างหลังว่า สมมติสงฆ์
       2. ชุมนุมภิกษุหมู่หนึ่งตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ซึ่งสามารถประกอบสังฆกรรมได้ตามกำหนดทางพระวินัย ต่างโดยเป็นสงฆ์จตุรวรรคบ้าง ปัญจวรรคบ้าง ทศวรรคบ้าง วีสติวรรคบ้าง


วรรค หมวด, หมู่, ตอน, พวก;
       กำหนด จำนวนภิกษุที่ประกอบเข้าเป็นสงฆ์ หมวดหนึ่งๆ ซึ่งเมื่อครบจำนวนแล้วจึงจะทำสังฆกรรมอย่างนั้นๆ ได้ มี ๔ พวก คือ
       ๑. สงฆ์จตุรวรรค (สงฆ์พวก ๔ คือ ต้องมีภิกษุ ๔ รูปขึ้นไป ทำกรรมได้ทุกอย่างเว้นปวารณา ให้ผ้ากฐิน อุปสมบท และอัพภาน)
       ๒. สงฆ์ปัญจวรรค (สงฆ์พวก ๕ คือ ต้องมีภิกษุ ๕ รูปขึ้นไป ทำปวารณา ให้ผ้ากฐิน และอุปสมบทในปัจจันตชนบท)
       ๓. สงฆ์ทศวรรค (สงฆ์พวก ๑๐ คือต้องมีภิกษุ ๑๐ รูปขึ้นไป ให้อุปสมบทในมัธยมชนบทได้)
       ๔. สงฆ์วีสติวรรค (สงฆ์พวก ๒๐ คือต้องมีภิกษุ ๒๐ รูปขึ้นไป ทำอัพภานได้)


อัพภาน การเรียกเข้าการรับกลับเข้าหมู่,
       เป็นขั้นตอนสุดท้ายแห่งวุฏฐานวิธี คือ ระเบียบปฏิบัติในการออกจากครุกาบัติขั้นสังฆาทิเสส
       ได้แก่ การที่สงฆ์สวดระงับอาบัติ รับภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส และได้ทำโทษตนเองตามวิธีที่กำหนดเสร็จแล้ว ให้กลับคืนเป็นผู้บริสุทธิ์
       วิธีปฏิบัติ คือ ถ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วไม่ได้ปิดไว้ พึงประพฤติมานัตสิ้น ๖ ราตรีแล้ว ขออัพภานกะสงฆ์วีสติวรรค สงฆ์สวดอัพภานแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จากอาบัติ,
       แต่ถ้าภิกษุผู้ต้องปกปิดอาบัติไว้ล่วงวันเท่าใด ต้องประพฤติวัตรเรียกว่า อยู่ปริวาส ชดใช้ครบจำนวนวันเท่านั้นก่อน จึงประพฤติมานัตเพิ่มอีก ๖ ราตรี แล้วจึงขออัพภานกะสงฆ์วีสติวรรค เมื่อสงฆ์อัพภานแล้ว อาบัติสังฆาทิเสสที่ต้อง ชื่อว่า เป็นอันระงับ


อดิเรก
          1. เกินกำหนด, ยิ่งกว่าปกติ, ส่วนเกิน, เหลือเฟือ, ส่วนเพิ่มเติม, ส่วนเพิ่มพิเศษ
       2. ถวายอติเรก หรือ ถวายอดิเรก คือพระสงฆ์ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหรือสมเด็จพระบรมราชินี ท้ายพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ในระหว่างอนุโมทนา ถ้ากล่าวในพระราชฐานต้องต่อท้ายด้วยถวายพระพรลา, เรียกอย่างนี้เพราะขึ้นต้นว่า อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุฯ


ปัจจันตชนบท เมืองชายแดนนอก มัชฌิมชนบท ออกไป

มัชฌิมชนบท, มัชฌิมประเทศ ประเทศที่ตั้งอยู่ในท่ามกลาง,
ถิ่นกลางเป็นอาณาเขตที่กำหนดว่า มีความเจริญรุ่งเรือง มีประชาชนหนาแน่น มีเศรษฐกิจดี เป็นศูนย์กลางแห่งการค้าขาย เป็นที่อยู่แห่งนักปราชญ์ผู้มีวิชาความรู้ เป็นที่รวมของการศึกษา เป็นต้น

        กำหนดเขต
           ทิศบูรพา ภายในนับแต่มหาศาลนครเข้ามา
           อาคเนย์ นับแต่แม่น้ำสัลลวดีเข้ามา
           ทักษิณ นับแต่เสตกัณณิกนิคมเข้ามา
           ปัจจิม นับแต่ถูนคามเข้ามา
           อุดร นับแต่ภูเขาอุสีรธชะเข้ามา
           
นอกจากนั้นไปเป็น ปัจจันตชนบท หรือ ปัจจันตประเทศ


มัธยมชนบท เมืองในท่ามกลางชมพูทวีป
     
ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)


 

14.ทำไมพระจึงโกนผม ?

ในศาสนาของพระพุทธเจ้า

          *เส้นผม(ขน,หนัง,เล็บ,ฟัน)เป็นสิ่งโสโครก ต้องทำความสะอาดต้องดูแล ยิ่งใครมีผมสวยเจ้าของเส้นผมนั้นก็จะยิ่งหลงใหลได้ปลื้มไปกับเส้นผมของตนเอง ภิกษุจึงต้องโกนผมออกเพื่อตัดสิ่งที่จะทำให้ตัวเองหลงใหลหรือยุ่งวุ่นวายอยู่กับมัน ให้เหลือสิ่งที่รบกวนจิตใจน้อยที่สุด มีผมก็สามารถละกิเลสได้นะ สมัยก่อนก็มีพระอรหัตน์หลายองค์ที่บรรลุอรหัตน์ก่อนแล้วถึงจะบวช ซึ่งส่วนใหญ่ พระพุทธเจ้าจะเป็นคนบวชให้(คิดว่าคงเคยอ่าน)
          *เรื่องพระเกสาของพระพุทธเจ้า มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระองค์แปลกเหรอถ้าจะมีอะไรเป็นที่สังเกตว่าแตกต่างกับคนอื่น ทีพระเจ้าของศาสนาอื่นมีคนเคยเห็นกันในที่สาธารณะรึปล่าว สิ่งที่สอนครอบคลุมหมดจดรึปล่าว ครบถ้วนรึปล่าว 
          พระพุทธเจ้าตรัสว่า ''ธรรมดาสวนอุทยานของพระราชา พระราชาจะมีกฎห้ามคนนอกเข้ามาสร้างความเสียหายอันได้แก่ เด็ดผลไม้,กินผลไม้เป็นต้น ถ้ามีคนเข้าไปในสวนของพระราชาเด็ดผลไม้ของพระราชาแล้วกิน คนๆนั้นสมควรได้รับโทษเนื่องจากได้ชื่อฝ่าฝืนกฎของพระราชา...แต่...ถ้าพระราชาเสด็จมาแต่เพียงผู้เดียเด็ดผลไม้ของพระองค์แล้วเสวย...พระราชามีความผิดหรือไม่ คำตอบคือไม่มีความผิด...เนื่องจากพระองค์เป็นเจ้าของสวนหรืออุทยานดังกล่าวและพระองค์ยังเป็นเจ้าของกฎดังกล่าว''
          พระพุทธเจ้าก็อยู่ในฐานะผู้เป็นเจ้าของศาสนาและเป็นเจ้าของสิกขาบทข้อห้ามทั้งหลายที่พระองค์กำหนดขึ้นเพื่อชำระล้างกิเลสให้แก่สาวกทั้งหลายของพระองค์  
          พระพุทธเจ้าเป็นผู้ปราศจากกิเลส...ปราศจากความอยากได้ อยากมี ต่อให้พระเกสาของพระองค์เป็นทองคำ พระองค์จะมีความยินดีในพระเกสาของพระองค์งั้นเหรอคงไม่ใช่  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงจะมีก็แต่เราที่จะยิ่งศรัทธาเลื่อมใสพระองค์มากยิ่งขึ้น

 
***เรื่องพิธีกรรมเป็นเรื่องไร้ซึ่งสาระ 

          บทว่า ปุริมานิ  ปมุญฺจ  พนฺธนานิ ความว่า  ท่านจงปล่อย  คือละเครื่องผูกของคฤหัสถ์  ได้แก่  เครื่องผูกคือกามคุณที่มีอยู่ในกาลก่อน คือที่ผูกพันไว้ในเวลาเป็นคฤหัสถ์  อธิบายว่า   จงอย่าอาลัยในเครื่องผูกคือกามคุณนั้น.
บทว่า  สงฺฆาฏิขุรมุณฺฑภิกฺขโภชี  ได้แก่  เป็นผู้ครองผ้าสังฆาฏิ  มีศีรษะโล้นที่เอามีดโกนปลงผม  บริโภคอาหารที่ได้ด้วยการขอ  คำแม้ทั้ง ๓ นี้เป็นคำกล่าวเหตุแห่งการปลดเปลื้องเครื่องผูกที่มีอยู่ในกาลก่อน  และแห่งการไม่ประกอบตามความยินดีในการเล่นและการนอนหลับ.  ประกอบความว่า  เพราะเหตุที่ท่านห่มผ้าสังฆาฏิ  ศีรษะโล้น  มีอาหารที่ได้ด้วยการขอเขาเลี้ยงชีพ  เพราะฉะนั้น  การประกอบกามสุข  และการประกอบความยินดีในการเล่นและการนอนหลับ  จึงไม่ควรแก่ท่าน  ด้วยเหตุนั้นท่านจงปล่อยวางเครื่องผูกที่มีในกาลก่อนเสีย  อย่าเห็นแก่การเล่นและการนอนหลับ.

 
ธรรมเป็นเหตุเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

        อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๗ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คือ ๑. การสอบถาม ๒. การทำวัตถุให้สละสลวย ๓. การปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอกัน ๔. เว้นบุคคลมีปัญญาทราม ๕. คบหาบุคคลผู้มีปัญญา ๖. พิจารณาสอดส่องด้วยปัญญา อันลึกซึ้ง ๗. ความน้อมจิตไปในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น.

 

        บรรดาธรรม ๗ ประการนั้น ความเป็นผู้มากไปด้วยการสอบถาม อันอาศัยอรรถแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ องค์มรรคองค์ฌาน สมถะและวิปัสสนา ชื่อว่าการสอบถาม.
        การทำวัตถุภายใน และภายนอกให้สละสลวย ชื่อว่าการทำวัตถุให้สละสลวย. ก็เวลาใด ภิกษุมีผม เล็บ และขนยาวเกินไป หรือร่างกาย สกปรกเปรอะเปื้อนด้วยเหงื่อและไคล เวลานั้น วัตถุภายใน (คือร่างกาย) ไม่สละสลวยไม่สะอาด. แต่ในเวลาใด จีวรเก่าคร่ำคร่า สกปรก เหม็นสาบ หรือเสนาสนะรกรุงรัง ในเวลานั้น วัตถุภายนอกไม่สละสลวย ไม่สอาด. เพราะฉะนั้น จึง
ควรทำวัตถุภายในให้สละสลวย ด้วยกิจมีการปลงผมเป็นต้น ด้วยการทำร่างกายให้เบาสบาย ด้วยกิจมีการถ่ายชำระมลทิน ให้ทั่วทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเป็นต้นและด้วยการขัดสี อาบน้ำบรรเทากลิ่นเหม็น. พึงทำวัตถุ ภายนอกให้สละสลวยด้วยกิจมีการเย็บ ย้อม ซักจีวร และทำการรมบาตร์เป็นต้น. เพราะเมื่อวัตถุภายใน และภายนอกนั้นไม่สละสลวย เมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้น แม้ปัญญาก็ไม่ผ่องแผ้ว เหมือนแสงสว่างของดวงประทีปที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตัวตะเกียงไส้และน้ำมันที่ไม่สะอาดหมดจดฉะนั้น แต่เมื่อวัตถุภายใน และภายนอกสละสลวยเมื่อจิต และ เจตสิกเกิดขึ้น แม้ปัญญาก็ผ่องแผ้ว เหมือนแสงสว่างของดวงประทีปที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยตัวตะเกียง ไส้ และน้ำมัน ที่สะอาดหมดจดฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การทำวัตถุให้สละสลวย ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ดังนี้.

 

15.ทำไมพระไตรปิฎก มีหลายเล่มจัง ?

พระไตรปิฏกประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

          ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า พระไตรปิฏกประกอบไปด้วยอะไรบ้าง พระไตรปิฏกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆครับ คือ

          พระอภิธรรมปิฏก ข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
          พระวินัยปิฏก กฏวินัยของพระสงฆ์
          พระสุตันตปิฏก นิทานชาดก และ เรื่องราวต่างๆในพุทธกาล

          ที่นี้ตรงสุตันตปิฏกเนี่ยหล่ะครับ มีจำนวนเล่มเยอะกว่าเพื่อน เพราะบันทึกเรื่องราวต่างๆไว้มากมาย บันทึกกระทั่งว่า คนๆหนึ่งนั้นก่อนมาฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า เค้าไปทำอะไรมา พ่อแม่ทำอาชีพอะไร เค้าเคยเรียนอะไรมา ….​ ทำไมต้องบันทึกกันขนาดนี้ด้วย เพราะจะว่าไป ก็อาจจะมองได้ว่านี่คือเปลือกไม่ใช่แก่น

 

เปลือกนี้มีไว้เพื่อการเข้าใจแก่น

          แก่นธรรมะของพระพุทธเจ้า เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ในบางโอกาส พระพุทธเจ้าท่านจะเทศน์ให้เหมาะสมกับผู้ฟังครับ เพื่อให้ผู้ฟังนั้นเกิดประโยขน์สูงสุด ดังนั้น บางครั้งถ้าเราศึกษาแต่ข้อความที่ท่านเทศน์ล้วนๆ อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะบางทีการแปลความตามตัวอักษรตรงๆดื้อๆอาจจะทำให้ความหมายเพี้ยนได้ หรือไม่ ทำให้เราไม่เข้าใจความหมายลึกๆได้ทั้งหมดเพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้ง พระอริยะยุคพุทธกาลท่านเลยบันทึกเรื่องราวทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ของผู้ฟ้งคนนั้น สิ่งที่บันทึกไว้ก็เช่น ประวัติผู้ฟัง ความเชื่อ/การศึกษา ชาติตระกูล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ผู้ฟังหลังจากนั้นเป็นต้น ทีนี้เวลาเราอ่านธรรมะบทนั้นๆเราก็จะเข้าใจได้ว่า คนๆเค้าคิดยังไงหรือเชื่อมายังไง ทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงเทศน์แบบนั้นๆ อันนี้ต้องกราบคาราวะในความชาญฉลาดและมองการณ์ไกลของพระอริยะผู้ทำการสังคายนา

 

ยกตัวอย่างครับ

          พระไตรปิฏกได้บันทึกประวัติของราชวงศ์ศากยะ(ราชวงศ์ของพระพุทธเจ้า)ไว้อย่างละเอียดมาก ย้อนไปไกลหลายชั่วคนเลยครับ เหตุผลหนึ่งก็คือทำให้เราได้เข้าใจว่า ทำไมราชวงศ์นี้ถึงรักและหยิ่งในศักดิ์ศรียิ่งนัก ก็จะทำให้เราเข้าใจเรื่องเหตุการณ์ที่ญาติพระพุทธเจ้ามาแย่งน้ำกัน จนพระพุทธเจ้าต้องมาห้าม (ที่มาของปางห้ามญาติ) และ พระองค์ก็ได้เทศน์อัตตทัณฑสูตร

ตอนพระพุทธเจ้าเทศน์สอน ชฏิล 3 พี่น้องและบริวาร 1000 คน ท่านเทศน์อาทิตยปริยายสูตรพระสูตรนี้ท่านเทศน์เปรียบถึงความร้อนของกิเลส ที่ท่านเทศน์สำนวนแบบนี้ก็เพราะพวกชฏิลนี้บูชาไฟครับ

 

ประโยชน์อื่นๆหล่ะ

          ถ้าเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมแล้วเนี่ย เราจะทราบว่า การได้อ่านประวัติของพระพุทธเจ้าหรือพระอริยะ จะช่วยให้เรามีกำลังใจการปฏิบัติธรรมครับ ว่าท่านทั้งหลายเคยลำบากขนาดใหนกว่าจะพ้นจากทุกข์ได้ ให้รู้ว่า ท่านก็ลำบากมากกว่าเรานะ เราก็ต้องผ่านไปให้ได้

          นอกจากนี้เชื่อมั้ยครับว่า พระไตรปิฏกเนี่ย เป็นตำราที่พวกนักโบราณคดีเค้าศึกษากันครับ เพราะว่าเป็นหนังสือเดียวที่บันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์อินเดียได้ละเอียดครบถ้วน ซื่งไม่มีบันทึกไว้ในตำราใดๆ ในยุคนั้น

 

16.ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง ?

        ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้มุ่งเน้นกันที่ธรรมทานให้มาก โดยตรัสว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ คือ การให้ธรรมทาน วิเศษกว่าให้ทานอย่างอื่น ทำไมพระองค์ตรัสอย่างนั้น ก็นึกถึงความจริงก็แล้วกัน โบราณท่านเคยพูดเอาไว้แบบโลกๆ ท่านบอกว่า ถ้าเราให้ข้าวเขาไปสักถังหนึ่ง กระสอบหนึ่ง อย่างมากเขากินได้ไม่กี่วันหรอก แล้วมันก็หมด แต่ว่าถ้าสอนวิธีปลูกข้าวให้เขา เขาก็จะมีข้าวกินตลอดทั้งชาติ ไม่ใช่วันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว แต่ตลอดชาติกันทีเดียว
          พูดง่ายๆ สอนให้ใครมีความรู้แล้วล่ะก็ ความรู้นั้นมันกินไม่หมด มันใช้ได้ตลอดปี นี่ขนาดแค่ความรู้ทางโลกนะ คือ เรื่องการปลูกข้าว ยังทำให้มีข้าวกินได้ทั้งปี แต่ว่าปัญหาของมนุษย์เรานั้น มันไม่ได้อยู่แค่ความหิว ปัญหารวมๆของโลกมนุษย์มันมีอยู่ 3เรื่องใหญ่ๆ คือ
          1.ความรู้ไม่ทันโลก ปรากฏการณ์ต่างๆในโลกนี้ ตั้งแต่ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แผ่นดินถล่ม อะไรก็ว่ากันไป นั่นก็เป็นความรู้ เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับโลก 
          2.ความรู้ไม่ทันคนอื่นเขา ก็เลยโดนโกง โดนรังแก...กันสารพัด   
          3.ความรู้ไม่ทันกิเลส
          ความรู้ไม่ทันโลกนั้น เราหาเทคโนโลยีศึกษาที่ไหนก็ได้ในยุคปัจจุบันนี้ เพราะว่าด้านวิชาการตำรับตำราเดี๋ยวนี้มีเยอะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก หรือว่าในเรื่องของความไม่ทันคน ความไม่ทันคนก็มีตำรับตำราป้องกันการโกงกันเยอะแยะอีกเหมือนกัน แต่ว่าความไม่ทันคน ไม่ทันโลกยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญกว่านั้นมีอยู่ แล้วจัดว่าสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ก็คือ เราเกิดมาพร้อมกับความโง่ และวันที่เกิดมาก็มีสิ่งหนึ่งห่อหุ้มใจ บีบคั้นใจเรา คือ กิเลสในตัวของเรา มันฝังมาอยู่ในใจเรา ตั้งแต่เราอยู่ในท้องแม่
          เพราะฉะนั้นพอเกิดขึ้นมา กิเลสมันบีบคั้นเรา ทำให้เราเสียหายเยอะแยะเลย ทำให้เราคิดโลภ คิดโกรธ คิดหลง เมื่อคิดไม่ค่อยดีอย่างนั้นแล้ว มันก็เลยทำให้พูดไม่ดี ทำไม่ดีตามมา ซึ่งความรู้ที่จะมากำจัดกิเลสนี้ คนทั้งโลก ศาสดาทั้งหลายที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์โลกมนุษย์นี้ ไม่รู้หรอก มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเท่านั้น ที่ทรงรู้ความลับเรื่องนี้ว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมกับกิเลสที่อยู่ในใจ
          สิ่งที่พระองค์ทรงนำมาสอนนั้น เรื่องใหญ่ๆเลยก็คือ เรื่องของการปราบกิเลสที่อยู่ในใจ ความรู้ที่จะเอามาปราบกิเลสซึ่งฝังอยู่ในใจมนุษย์นี้ ท่านเรียกว่า ธรรมทาน ถ้าปราบกิเลสตรงนี้ได้ล่ะก็ เรื่องทันโลก เรื่องทันคน เป็นเรื่องเล็กเลย เพราะว่าเมื่อกิเลสหมดไป มองโลกทั้งโลกเห็นได้ชัดเจน เหมือนอะไร...เหมือนอย่างกับเห็นผลส้มในฝ่ามือ คือ มันเห็นชัดเจน เห็นรอบเลย ถ้ายังเห็นไม่ชัดจะผ่าออกมาดูก็ยังได้
          ผู้ที่ศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาดีจริง ฝึกตัวเองมาดีจริง โดยอาศัยธรรมทานที่ได้จากผู้รู้แล้วล่ะก็ ประเดี๋ยวเดียวรู้ทันโลก เห็นโลกเหมือนของเด็กเล่น เหมือนยังกับผลส้มในผ่ามือ
          ปราบกิเลสไปแล้ว ปราบกิเลสในตัวของเราไปได้มากเท่าไหร่ ก็เห็นอีกเหมือนกัน เห็นอะไรเห็นว่าคนที่แสบๆทั้งหลายนั้น แท้ที่จริง มันก็อยากดี แต่ว่ากิเลสที่หุ้มใจ บีบคั้นใจมัน ทำให้มันแสบ มันแสบจนกระทั่งเมื่อก่อนเราตามมันไม่ทัน
          แต่ว่าวันนี้ เราทันกิเลสของเราแล้ว มันก็เลยส่งผลให้เรานั้น ทันกิเลสของคนอื่นด้วย ก็เลยรู้ทันคนอื่นตามไปด้วย เป็นผลพลอยได้ ผลหลัก คือ ได้ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วจากธรรมทาน ทำให้เรารู้ทันกิเลสแล้วสามารถปราบกิเลสที่มันอยู่ในใจ กิเลสซึ่งเป็นโรคร้ายอยู่ในใจเรา หรือเหมือนกับไวรัสที่มีอยู่ในคอมพิวเตอร์นั่นแหละ ได้ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว เราปราบกิเลสเสียเรียบ เมื่อกิเลสเรียบไปแล้ว เราทันกิเลสเสียแล้ว เราก็สามารถที่จะทันคนอื่นด้วย เพราะว่าคนอื่นก็ถูกกิเลสบีบคั้นเช่นเดียวกับเรา
          เราทันกิเลสของเรา คราวนี้ไม่ยากที่จะทันกิเลสของคนอื่น ทำให้ทันคนอื่นด้วย แล้วเรื่องต่างๆ ปรากฏการณ์ต่างๆทั้งโลก หนีไม่พ้นปัญญาของเรา
          เหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องหนักหนาทีเดียวว่า การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
          เพราะฉะนั้น ที่คุณโยมตั้งใจมาถามปัญหาธรรมะอย่างนี้ นี่อาตมากำลังให้ธรรมทาน ซึ่งชนะการให้ทั้งปวง เมื่อรู้แล้ว...เอาปฏิบัติให้ดีนะ

 

 

17.ทำไมพระจึงสูบบุหรี่ มีโทรทัศน์ ?

 

พระทำไมจึงเดินสูบบุหรี่อันเป็นของเสพติดและมีเครื่องบำรุงกิเลส เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ? 
        เรื่องพระเดินสูบบุหรี่นั้นถือว่าเป็นมารยาทที่ไม่สมควร ท่านถือเป็นเรื่องควรตำหนิ อันที่จริงพระอุปัชฌายะอาจารย์ ท่านก็อบรมตักเตือนสั่งสอนกันอยู่ การที่บางรูปยังมีการประพฤติอันไม่ควรอยู่ หากเราจะมองกันด้วยเมตตาจิตและเหตุผลแล้วก็จะได้หลักที่ควรสังเกตดังนี้ 
        ๑.พระเป็นลูกชาวบ้านที่มีพื้นฐานทางสังคมไม่ถือว่าการเดินสูบบุหรี่เป็นเรื่องเสียหาย เป็นความเคยชินที่ติดมาจากสมัยเป็นฆารวาส ซึ่งส่วนมากพระที่ติดบุหรี่จะติดมาก่อนบวช ท่านบวชมาไม่นาน ย่อมไม่อาจละความเคยชินเช่นนั้นได้ เพราะศาสนาไม่ใช่บ่อทองที่พอคนลงไปในบ่อแล้วจะกลายเป็นทองไปทันที อย่างพระสังข์ทองแต่เป็นเรื่องที่ ค่อยๆขัดเกลากันไปจะทำได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความหยาบ ประณีตของนิสัยของแต่ละรูป 
        ๒.ทางศาสนาเองไม่อาจจะสงเคราะห์เข้าในพระวินัยข้อใดข้อหนึ่งตามที่ทรงบัญญัติไว้ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ หากจะจัดก็จัดเข้าในข้อว่าด้วย สุราเมรัย แต่โทษของบุหรี่ไม่ถึงกับเมรัย ซึ่งเป็นข้อห้ามขั้นต่ำสุดในด้านยาเสพติด ผิดกับยาเสพติดประเภทอื่น เช่น เฮโรอีน ฝิ่น กัญชา ซึ่งมีโทษมากกว่าเมรัย สุรา ท่านก็ห้ามไม่ได้เลย 
        เมื่อเป็นเช่นนี้การรู้จักสำรวมระวังเป็นหน้าที่ของพระ การมองด้วยความเมตตาและเข้าใจในเหตุผลจึงเป็นเรื่องที่คนทั้งหลายควรมี 
        ส่วนวิทยุและโทรทัศน์เป็นต้นนั้น เป็นปัญหาทางพระวินัยที่พระจะต้องสำรวมระวังเอาเอง การมีไว้ในครอบครองไม่ถือว่าเป็นความผิดเพราะหลักความจริงแล้ววิทยุโทรทัศน์เป็นสื่อสารมวลชนที่มีประโยชน์มาก การฟังการดูของพระเป็นเรื่องที่ท่านต้องวินิจฉัยเอาเองว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ท่านขืนดูขืนฟังในเรื่องที่ขัดกับพระวินัย ท่านก็ต้องอาบัติเหมือนกับพระเดินไปบนถนน ผ่านสถานที่เป็นอันมาก ท่านต้องเลือกเอาเองว่าสถานที่ใดเข้าไปแล้วผิดพระวินัยหรือไม่ผิดพระวินัย การจะห้ามมิให้พระออกไปนอกถนนเพราะถือว่ามีสถานที่ไม่เหมาะสมมาก ทำไม่ได้ฉันใดการห้ามพระไม่ให้มีวิทยุอันเป็นสื่อให้เกิดความรู้หรือเกิดบาปก็ได้ จึงไม่อาจทำได้ฉันนั้นตามหลักพระ 
วินัยแล้ว 

        "การดูการฟังอย่างไร มีความสำคัญกว่าการดูการฟังอะไร" 
       อันวิสัยของบันฑิตนั้นอาจมองสาวๆกำลังนอนหลับให้เป็นซากศพไปได้  แต่พาลชนอาจมองซากศพเป็นสาวๆไปได้เช่นเดียวกัน 
       สมณสัญญาคือการระลึกว่าตนเป็นสมณะแล้วปฏิบัติกระทำไปในทางที่เหมาะสมแก่สมณภาวะ เป็นภาวะที่ภิกษุผู้บวชมาจะต้องตระหนักและใช้โยนิโสมนสิการด้วยตนเอง นี้เป็นกรณียกิจของนักบวชในศาสนาต่างๆ

 

 

18.ทำไมพระเรียกผู้หญิงว่า "สีกา" ?

          หากเราสงสัยกันว่า ทำไมพระท่านถึงเรียกผู้หญิงว่าสีกา เป็นสีอื่นไม่ได้เหรอ มีคำตอบให้ว่า
          เป็นสีอื่นไม่ได้หรอก ต้องเป็นสีกานั่นแหละ เพราะคำนี้ตัดมาจากคำว่า อุบาสิกา ซึ่งเป็นคำที่บรรพชิตเรียกคฤหัสถ์ผู้หญิงที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง คำ อุบาสิกา คงจะยาว เรียกไม่สะดวกปาก จึงถูกตัดเหลือเพียง "สิกา" แล้วกลายเป็น "สีกา" ในที่สุด 
          เมื่อมีอุบาสิกาแล้วก็ต้องมีอุบาสก ซึ่งหมายถึงชายผู้แสดงตนเป็นคนนับถือพระพุทธศาสนา เรียกอย่างสั้นว่า "ประสก" 
          อุบาสิกาจึงคู่กับอุบาสก และสีกาก็คู่กับประสก 

          ถูกต้องที่สุด และที่ถูกไปกว่านั้น พระ-เณร ต้องเรียกพุทธศาสนิกชนชายว่า "ประสก" เรียกต้องเรียกพุทธศาสนิกชนหญิงว่า "สีกา"
          ส่วนที่เราได้ยินกันคุ้นหูอยู่ทุกวันนี้ พระ-เณร จะเรียกรวมกันไปหมดว่า  "โยม" ซึ่งความจริงแล้วคำว่าโยม ใช้เรียกคนที่เป็น พ่อ-แม่ ของพระหรือเณรหรือเรียกผู้ใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกับบิดามารดา เช่น โยมพ่อ โยมแม่ โยมย่า โยมยาย โยมน้า จึงจะถูกต้องกว่า 
ที่มา : 
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 


ความหมาย
น. คําที่พระสงฆ์ใช้เรียกบิดามารดาของตนหรือเรียกผู้ใหญ่รุ่นราวคราวเดียวกับบิดามารดา เช่น โยมพ่อ โยมแม่ โยมย่า โยมยาย โยมน้า; เป็นคําใช้แทนชื่อบิดามารดาของพระภิกษุสามเณร; เรียกผู้ที่เป็นบิดามารดาของพระว่า โยมพระ; เรียกผู้ที่แสดงตนเป็นผู้อุปการะพระภิกษุสามเณรโดยเจาะจงว่า โยมอุปัฏฐาก; เรียกฆราวาสที่อยู่ปฏิบัติรับใช้พระภิกษุสามเณรในวัดว่า โยมวัด; เรียกฆราวาสผู้อุปการะพระทั่ว ๆ ไป ว่า โยมสงฆ์. 

พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร

19.ทำไม พระอรหันต์มีน้อยลง ?

          พระมหากัสสปะได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พระอรหัตตผลมีน้อยลง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไปสิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ต้องอยู่ในพระอรหัตตผลจึงมีน้อย ทองเทียม ยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป เมื่อทองเทียมเกิดขึ้นทองคำธรรมชาติจึงหายไป"

          เหตุที่มีผู้บรรลุธรรมจำนวนน้อยลง

          ๑.ผู้สอนเข้าไม่ถึงแก่นธรรม และไม่มีอุบายในการสอนให้คนอื่นเข้าใจธรรม

          ๒.ผู้ฟังธรรมมีความเห็นผิด ไม่มีจิตแน่วแน่จะเข้าถึงธรรม

          ๓.คำสอนเป็นของปลอม

          อจินไตย หมายถึง สิ่งที่เกินวิสัย หรือปัญญาของปุถุชนจะเข้าใจได้ มี ๔ อย่างคือ

          ๑.วิสัยแห่งปัญญาของ พระพุทธเจ้า

          ๒.วิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของ ฌาน

          ๓.วิสัยของกฏแห่งกรรม และการรับวิบากกรรม

          ๔.วิสัยของการมีอยู่ของ โลก และ จักรวาล

 

20.ทำไมพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาตถึงไม่ใส่รองเท้า ?

          หากมีโอกาสได้ตื่นเช้ามารับอากาศบริสุทธิ์ พร้อมทั้งทำบุญตักบาตรก็จะช่วยให้จิตใจผ่องใสได้มิใช่น้อย ขณะที่เราตักบาตตอนเช้า หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาตถึงไม่ใส่รองเท้า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่า

          1 การไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาต เป็นการแสดงความเคารพต่อทานที่ญาติโยมนำมาถวายด้วยศรัทธา

          2 เพื่อเป็นการฝึกสติในการเดินอย่างมีสมาธิ โดยจะต้องระมัดระวังอันตรายจากการเหยียบเศษหนาม เศษแก้ว หรือก้อนหิน ก้อนกรวด เป็นต้น

          3 เพื่อเป็นการรักษารูปแบบวิถีชีวิตดั้งเดิมของพระภิกษุเอาไว้ โดยในครั้งพุทธกาล พระภิกษุสงฆ์จะไม่ใส่รองเท้าขณะเข้าไปสู่หมู่บ้าน พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเฉพาะเวลาเดินทางไปในป่าหรือที่อื่นๆเท่านั้น ที่จะใส่รองเท้าไปได้ ด้วยเหตุนี้พระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันจึงสืบทอดและรักษาวัฒนธรรมเดิมนี้เอาไว้ โดยการไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาต

 

21.ทำไมจึงต้องตักบาตรพระ ?

การตักบาตร

การตักบาตร คือประเพณีอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธปฏิบัติกันมาแต่สมัยพุทธกาล พระภิกษุจะถือบาตรออกบิณฑบาตเพื่อรับอาหารหรือทานอื่นๆ ตามหมู่บ้านในเวลาเช้า ผู้คนที่ออกมาตักบาตรจะนำของทำทานต่างๆ เช่น ข้าว อาหารแห้ง มาถวายพระ

ประเพณีนี้ชาวพุทธถือกันว่าเป็นการสร้างกุศล และถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย โดยเชื่อกันว่าอาหารที่ถวายไปนั้นจะส่งถึงญาติผู้ล่วงลับด้วยเช่นกัน

กฎของพระภิกษุเกี่ยวกับการตักบาตร

พระภิกษุนั้นจะออกบิณฑบาตทุกวัน อันเนื่องมาจากกฎของพระภิกษุมีอยู่ว่า พระภิกษุไม่สามารถที่จะเก็บอาหารข้ามคืนได้

เวลาที่พระภิกษุออกบิณฑบาต พระภิกษุจะใช้ 2 มือประคองบาตรเอาไว้แล้วเดินในกิริยาสำรวม พระภิกษุจะไม่เอ่ยปากขออาหารจากผู้คน หรือแสดงกิริยาในการขอ หรือยืนรอ (นอกจากได้รับนิมนต์ให้รอ) โดยส่วนมากแล้วเวลาที่พระภิกษุออกบิณฑบาตคือ ตั่งแต่ช่วงเช้ามืด (ประมาณ 5 นาฬิกา อาจจะเร็วหรือช้ากว่านี้บ้างเล็กน้อยในแต่ละท้องที่) จนถึงก่อน 7 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่พระภิกษุฉันอาหารมื้อเช้า เมื่อเวลามีคนให้ทาน (ใส่บาตร) พระภิกษุต้องรับทานที่คนให้ทั้งหมด ไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะรับหรือไม่รับ หรือบอกกับผู้คนว่าตนต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่อย่างไรก็ดี สิ่งของที่จะนำมาใส่บาตร ควรเป็นดังนี้

1.     สิ่งที่จะนำมาใส่บาตร เป็นสิ่งของที่เป็นกับปิยะ เช่นควรเป็นอาหาร เพื่อให้พระฉันได้ เช่น ข้าวสุก (คำว่า บาตร แปลว่าข้าวตก) กับข้าว ที่ปรุงสุกแล้ว จุดประสงค์ในการบิณฑบาตร คือต้องการอาหาร มายังให้ร่างกายมีชีวิตให้อยู่ได้ เพื่อปฏิบัติธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อนำมาบริโภคตามใจ (กิเลส) ปรารถนา จึงไม่ควรใส่มากจนเหลือเฟือ อาหารที่ใส่ควรเป็นอาหารที่มีประโชน์ต่อร่างกาย

2.     เนื้อสัตว์ที่ต้องห้ามตามหลักศาสนาพุทธ เรียกว่า มังสัง 10 อย่าง ได้แก่ มนุษย์ ช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี และเสือดาว

3.     เนื้อสัตว์ที่ได้มาจากการที่บุคคลคนนั้นตั้งใจที่จะฆ่าสัตว์โดยมีจุดประสงค์หลักคือเพื่อที่จะเอาเนื้อมาถวายพระภิกษุโดยเฉพาะ และพระภิกษุรู้ว่าเนื้อนั้นมาจากการฆ่าเพื่อที่จะนำมาถวายตนโดยเฉพาะข้อนี้เป็นพุทธบัญญัติ หลังจากพระเทวทัต เสนอให้พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ภิกษุฉันเนื้อตลอดชีวิต แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต ให้เป็นไปตามศรัทธาของแต่ละคน

และไม่ห้ามพระภิกษุฉันเนื้อในกรณี 3 ประการ คือ ไม่รู้ว่าเขาฆ่า, ไม่เห็นเขาฆ่า, ไม่ได้ยินว่าเขาฆ่าเพื่อเรา

1.     ผลธัญพืชที่มีเมล็ด บุคคลที่ตักบาตรไม่สามารถถวายผลธัญพืชที่มีเมล็ดได้ เพราะถือว่าเมล็ดนั้นยังสามารถที่จะให้กำเนิดชีวิตได้อยู่ ถ้าจะถวายต้องเอาเมล็ดออกก่อน ข้อนี้มาจากพุทธบัญญัติที่ห้ามไม่ให้พระภิกษุทำครัว เพราะการทำครัว จะต้องมีการฆ่า การพรากของสีเขียวหรือพืชคาม ภูตคาม "ภูตคาม" หมายถึง ต้นไม้ ใบหญ้า พีชที่มีรากติดอยู่ที่พื้นดิน ภิกษุตัดหรือทำให้หลุดจากลำต้นหรือทำให้พ้นจากพื้นดิน เป็นอาบัติปาจิตตีย์ "พีชคาม" หมายถึง พีชที่เขาตัดมาจากต้น แต่ยังงอกได้ หรือเมล็ดพีชที่งอกได้ภิกษุทำลายต้องอาบัติทุกกฎ

2.     วัตถุดิบในการทำอาหาร เช่น ข้าวสาร, แป้ง ผัก ปลา เนื้อสัตว์ เพราะตามหลักของศาสนานั้นไม่อนุญาตที่จะให้พระภิกษุประกอบอาหาร (ตามข้อ4)

วิธีการตักบาตร

การตักบาตรโดยทั่วไป

ผู้คนที่นำของที่เอามาตักบาตรจะยืนรออยู่ตรงทางที่พระภิกษุเดินผ่าน ส่วนมากของที่ผู้คนใช้นิยมตักบาตรเป็นหลักคือข้าว โดยก่อนที่พระภิกษุเดินทางมาถึงจะมีการนำถ้วยข้าวจบที่ศีรษะแล้วอธิษฐาน เมื่อพระภิกษุเดินทางมาถึงพระภิกษุจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนที่จะตักบาตรแล้วเปิดฝาบาตร ก่อนที่จะตักบาตรคนที่ตักบาตรจะต้องถอดรองเท้าก่อน จากนั้นคนที่ตักบาตรจะนำทานที่ตนมีถวายพระ เมื่อให้เสร็จแล้วพระจะให้พร คนที่ตักบาตรประนมมือรับพร (โดยปกติแล้วจะนิยมคุกเข่าหรือนั่งยองๆ ประนมมือ ซึ่งผิดตามพระธรรมวินัย เพราะจะทำให้พระอาบัติ) ขณะที่ให้พรคนที่ตักบาตรอาจจะมีการกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ (การกรวดน้ำนั้นอาจจะทำขณะที่พระให้พรหรือหลังจากการตักบาตรเสร็จสิ้นก็ได้) หลังจากที่พระภิกษุให้พรแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

การตักบาตรในวันพระ

ในวันพระ ทุกขึ้น/แรม 8/15ค่ำ โดยทั่วไปพระภิกษุจะไม่มีการออกบิณฑบาต ผู้คนจะนำทานไปถวายที่วัด และวันนั้นพระภิกษุจะมีการเทศนาธรรมที่วัด โดยคตินิยมการเข้าวัดทำบุญนั้นน่าจะมีมาแต่สมัยพุทธกาลที่ชาวพุทธไปวัดเพื่อรับฟังพระธรรมเทศนาและถืออุโบสถศีล ในอดีตการไปทำบุญตักบาตรที่วัดวันพระนับว่าเป็นการไปพบปะเพื่อนฝูงญาติมิตรและแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชุมชนที่ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันยังพอหาพบได้บางตามหมู่บ้านในแถบชนบท

ในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีความเร่งรีบเช่นกรุงเทพ บางวัดจะมีการเทศนาที่วัดอย่างเดียวโดยไม่มีการจัดทำบุญตักบาตร ส่วนพระสงฆ์จะออกเดินบิณฑบาตเพื่อโปรดชาวพุทธตามปรกติ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการตักบาตร

·         คำว่าตักบาตรนั้น สามารถที่จะเรียกว่าใส่บาตรก็ได้ ในบางที่มีคนสงสัยว่าตกลงแล้วเรียกว่าตักบาตรหรือใส่บาตรกันแน่ - ก็ว่ากันว่าคำว่าตักบาตรนั้นมาจากกิริยาอาการที่ใช้ทัพพีตักข้าวใส่บาตรพระ แต่ในปัจจุบันนี้เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบมากขึ้น ผู้คนจึงนำข้าวสารหรือของอื่นๆ ใส่ถุงหรือกล่อง เมื่อถึงเวลาตักบาตรจะได้สะดวกที่จะหยิบของใส่ได้ทันที คำว่าใส่บาตรจึงถือว่าเป็นวิวัฒนาการทางภาษาเพื่อสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน - สรุปว่าใช้ได้ทั้ง 2 อย่าง

·         ตามปกติผู้คนจะถือว่า ของที่นำมาถวายพระจะต้องเป็นของที่ดีที่สุดเสมอ ดังนั้นผู้คนจะจัดเตรียมทานที่ดีที่สุดตามกำลังที่หาได้ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อพิเศษเล็กน้อยเกี่ยวกับทานที่ให้ (ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล) เช่น ข้าวที่ถวายพระนั้นควรจะเป็นข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ ร้อนๆ ยิ่งข้าวร้อนเท่าไหร่บุญกุศลจะยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้น, ถวายน้ำตาลแก่พระเพื่อที่จะส่งผลให้ชีวิตคู่มีความหวานสดชื่นดั่งน้ำตาล เป็นต้น

·         นอกจากอาหารแล้ว ผู้ที่ตักบาตรสามารถนำของใช้ต่างๆ ที่พระสงฆ์จำเป็นแก่การดำรงชีพมาถวายพระได้ด้วย เช่น เครื่องเขียน, สบู่, ยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, น้ำยาสระผม ซึ่งน้ำยาสระผมมีผู้คนไม่น้อยที่เข้าใจว่าพระสงฆ์ไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ความจริงแล้วน้ำยาสระผมมีความจำเป็นต่อพระสงฆ์ในการทำความสะอาดหนังศีรษะ

ปกติแล้วทานที่ให้มักจะเป็นอาหาร แต่ในบางท้องที่รูปแบบทานที่ให้บางครั้งอาจเป็นทานในรูปแบบอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทศกาลสำคัญด้วย เช่น ในวันออกพรรษาที่ จ. สระบุรี จะมีการตักบาตรดอกไม้ ผู้คนจะนำดอกไม้มาใส่บาตร หรือในเดือนยี่ที่ ต. หนองโน อ. เมืองสระบุรี จะมีพิธีตักบาตรข้าวหลามจี่ เป็นต้น

 

22.ทำไมพระจึงต้องฉันในเพลมีที่มาอย่างไร?

          สมัยพุทธกาล ก่อนนั้นพระยังฉันอาหารได้ทั้งวัน จนเวลาช่วงหนึ่งประเทศอินเดียเกิดภัยแล้ง ข้าวปลาอาหารหายาก ประชาชนอดอยาก และพระภิกษุสมัยนั้นก็ยังเดินบิณฑบาตรขออาหารได้ทั้งวัน จนชาวบ้านนินทาว่าพระภิกษุเอาแต่ขอ ไม่รู้จักสถานการความอดอยาก จนคำนินทาเข้าถึงหูพระพุทธเจ้า พระองค์จึงกำหนดสิกขาบท ห้ามภิกษุฉันอาหารหลังเที่ยงไปแล้ว จุดประสงค์ของข้อห้ามนี้ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรังเกียจ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาใหม่ ไม่ต้องการให้เป็นภาระของชาวบ้าน สิกขาบทแต่ละบทรวมทั้งสิ้น227ข้อหรือศิล227ข้อของพระ พระพุทธเจ้ากำหนดจากเสียงนินทาของชาวบ้านทั้งหมด ในฉบับพระปฐมสมโพช ได้แสดงถึงความอดอยากนั้นมีมากถึงขนาดที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ใต้พื้นดินนั้นมีน้ำชนิดหนึ่งคล้ายน้ำผึ้งสามารถเอามาเป็นอาหารได้ พระโมคคัลลาจึงแสดงปฏิหารย์แหวกพื้นดินเอาน้ำผึ้งธรณีมาแจกจ่ายภิกษุด้วยกัน(น้ำผึ้งธรณีคืออะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน)

 

          คำว่าฉันเพล หรือฉันในเพล คนมักเข้าใจไปว่าพระท่านจะต้องฉันจังหันเสร็จในเวลาเที่ยงวัน หรือพอเพลปั๊บต้องวางช้อนปุ๊บ ซึ่งจริง ๆ แล้วฉันในเพลนั้น คือท่านเริ่มต้นฉันคำแรกในก่อนเที่ยง หรือก่อนเพล จากนั้นท่านสามารถฉันต่อไปเรื่อย ๆ จนอิ่มพอดี ซึ่งอาจคาบเกี่ยวเวลาเกินไปถึงบ่ายโมง บ่ายกว่าก็ได้ ขอเป็นแต่ให้เป็นการฉันแบบเอกอาสนะ ที่นั่งเดียว คือ ท่านนั่งลงฉันแล้ว ก็ฉันจนอิ่มในคราวเดียวนั้นในที่นั่งเดียวกันนั้น ไม่ใช่ฉันแล้วหยุดพัก แล้วมาฉันต่อใหม่ หรือย้ายที่ฉันต่อที่อื่นอีกค่ะ 
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 

23.ทำไมพระเทศน์จึงต้องถือคัมภีร์ ?

             การแสดงพระธรรมเทศนา หรือที่เราเรียกกันว่า เทศน์เป็นรูปแบบแสดงธรรมที่มีมาแต่เดิม ปัจจุบันนี้มีการแสดงธรรมในรูปแบบใหม่ เรียกกันว่า ปาฐกถาธรรม

            การเทศน์กับการปาฐกถาธรรมเป็นการแสดงธรรมเหมือนกัน แต่มีแบบแผนต่างกัน ที่เป็นหลักใหญ่ก็คือ ถ้าเป็นการเทศน์ ผู้เทศน์ต้องนั่งบนธรรมาสน์ มีการรับศีล ก่อนเทศน์ต้องตั้งนะโม ยกนิกเขปบทเป็นคำบาลีขึ้นก่อนแล้วจึงอธิบายความ และที่สำคัญต้องถือคัมภีร์เทศน์ จบแล้วต้องอนุโมทนา (ยะถา สัพพี)

            ส่วนการปาฐกถาธรรม ผู้ปาฐกถาจะนั่งหรือยืนก็ได้ ไม่ต้องรับศีล ไม่ต้องตั้งนะโม และไม่ต้องถือคัมภีร์ พูดจบก็จบเลย ไม่ต้องยะถา สัพพี

            เมื่อพิจารณาที่กิริยาถือคัมภีร์กับไม่ถือคัมภีร์ ทำให้ได้หลักอีกข้อหนึ่งซึ่งเป็นหลักที่สำคัญมาก กล่าวคือ -

การเทศน์นั้นจะต้องแสดงหลักคำสอนไปตามที่ปรากฏในคัมภีร์ นั่นก็คือพระบาลีพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา ฯลฯ ว่าไว้อย่างไร ก็นำมาแสดงไปตามนั้น และต้องไม่แทรกความเห็นส่วนตัวของผู้เทศน์เข้าไปในเรื่องที่เทศน์

ท่านเปรียบไว้ว่า ผู้เทศน์ต้องทำตัวเหมือน ทูตอ่านสาสน์ข้อความในสาสน์มีว่าอย่างไร มีเท่าไร ก็อ่านไปตามนั้น เท่านั้น จะตัดหรือเติมเอาตามใจชอบหาได้ไม่

            ส่วนการปาฐกถาธรรมนั้นผู้แสดงเพียงแต่นำเอาพระธรรมมาอธิบายขยายความให้เข้าใจง่ายขึ้นตามสภาพของเหตุการณ์ สังคม หรือบุคคล และสามารถแสดงความคิดเห็นส่วนตัวได้ แต่ก็ยังคงต้องยึดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักอยู่นั่นเอง มิใช่ว่าจะแสดงไปได้ตามใจชอบ

แต่ไม่ว่าจะเป็น เทศน์หรือ ปาฐกถาธรรมหัวใจก็คือการแสดงพระธรรม

            “พระธรรมคืออะไร ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะเตลิดเข้ารกเข้าพงกันหมด

พระธรรมในคำว่า แสดงพระธรรมเทศนานั้นย่อมหมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้าแสดงพระธรรม ก็คือแสดงคำสอนของพระพุทธเจ้า

            คำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่บริบูรณ์ในคัมภีร์ ที่เรียกว่าพระไตรปิฎก คำอธิบายพระไตรปิฎกก็มีอยู่ครบบริบูรณ์แล้วในคัมภีร์ที่เรียกว่าอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา นอกจากนี้คำอธิบายขยายความของบูรพาจารย์คือท่านผู้รู้แต่ปางก่อนที่ท่านได้ศึกษาค้นคว้าคำสอนของพระพุทธเจ้ามาก่อนพวกเรา แล้วเรียบเรียงแสดงไว้ ก็มีอยู่อย่างบริบูรณ์

            พระผู้แสดงธรรมมีหน้าที่เพียงแค่ไปค้นคว้าหยิบยกพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ตลอดจนคำอธิบายขยายความของบูรพาจารย์ ออกมาแสดงเท่านั้น นี่คือ แสดงพระธรรมเทศนา

เมื่อเราฟังเทศน์ ก็คือเราจะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ฟังคำสอนของผู้อื่น และไม่ใช่ฟังความคิดเห็นของพระที่กำลังเทศน์

            คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดี คำอธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดี มีบันทึกไว้สมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว พระผู้เทศน์จึงต้องมีความสามารถที่จะค้นคว้าเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าและคำอธิบายจากคัมภีร์ออกมาแสดงได้ ตามหลักที่ว่ามานี้จะเห็นได้ว่า การศึกษาเรียนรู้คัมภีร์ให้เข้าใจหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา คือคำสอนของพระพุทธเจ้า นั้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับนักเทศน์หรือผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา

            สมัยก่อน พระที่จะได้รับอาราธนามาแสดงธรรมทาง สวท. จะต้องเป็นพระราชาคณะ หรือพระเปรียญธรรม 9 ประโยคเท่านั้น เหตุผลก็คือพระระดับนี้ย่อมมีประสบการณ์ในการแสดงธรรม มีหลักวิชา และมีความสามารถที่จะศึกษาค้นคว้าคำสอนของพระพุทธเจ้าจากคัมภีร์ออกมาแสดงได้อย่างถูกต้อง

            สรุปว่า หลักของการแสดงพระธรรมเทศนา ก็คือต้องยกพระธรรม คือตัวคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นตั้งเป็นหัวข้อ ที่เรียกเป็นคำพระว่า นิกเขปบท

            สำหรับท่านที่ไม่มีพื้นทางธรรมเลย ขอให้สังเกต คือเมื่อพระท่านให้ศีลจบ ก็จะตั้งนะโมก่อนแสดงธรรม พอจบนะโม ท่านก็จะว่าคำบาลีขึ้นก่อน คำบาลีที่ยกขึ้นมาว่าก่อนนั่นแหละเรียกว่า นิกเขปบท

            “นิกเขปบทก็คือตัวบท หรือตัวหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือ หัวข้อเรื่องที่ท่านจะเทศน์

            ต่อจากนั้นก็เป็นคำอารัมภบท เช่น .. บัดนี้จะได้แสดงพระธรรมเทศนาใน ...(ชื่อเรื่อง)... กถา เพื่อประดับสติปัญญา ... พอสมควรแก่เวลาสืบต่อไปอะไรประมาณนี้ จบอารัมภบทแล้วก็จะเข้าเนื้อหาของพระธรรม

            ตรงเนื้อหาของพระธรรมนี่แหละที่ผมเห็นว่า กำลังเป็นปัญหานั่นก็คือ แทนที่พระผู้เทศน์จะหยิบยกเอารายละเอียดของพระธรรมตามหัวข้อเรื่องที่ยกขึ้นตั้งไว้และคำอธิบายตามที่มีในคัมภีร์มาแสดง ท่านกลับไพล่ไปพูดเรื่องอื่นๆ ตามลีลาโวหารของท่านเองเสียหมด

            ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ รายการแสดงพระธรรมเทศนาภาคค่ำ วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม 2555 พระธรรมเทศนาหัวข้อเรื่อง บุญโดยพระธรรมกถึกจากวัดหลักสี่ กรุงเทพฯ เป็นองค์แสดง ยกนิกเขปบทว่า สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญนำสุขมาให้

            ปรากฏว่าตลอดเวลาเกือบชั่วโมง ผู้เทศน์พูดเรื่องอื่นทั้งสิ้น เริ่มด้วยเรื่องไปวัดมีกี่อย่าง เช่น วัดศรัทธา ... ไปจนถึงวัดศักดิ์สิทธิ์

            พูดถึงเรื่องวันพระ วันเพาะ วันเพ้อ ซึ่งเป็นคำที่ท่านคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง อะไรต่อมิอะไรยืดยาวและไปลงท้ายด้วยเรื่องนางวิสาขา แล้วอธิบายโอวาท 10 ข้อที่บิดาของนางวิสาขาสอนลูกทั้งหมดนี้เป็นเรื่องนอกหัวข้อทั้งสิ้นผู้เทศน์ไม่ได้อธิบายเลยว่า บุญคืออะไร การสั่งสมบุญคือทำอย่างไร การสั่งสมบุญนำสุขมาให้อย่างไร

และที่สำคัญมากคือ พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายเรื่องบุญ เรื่องการทำบุญไว้อย่างไร ไม่พูดเลย

            เนื้อหาแทบทั้งหมดเป็นการพูดนอกเรื่อง และพูดไปตามความคิดเห็นของผู้เทศน์เอง ไม่ได้ยกมาจากคัมภีร์ และไม่ตรงกับหัวข้อที่ตั้งไว้เลย

            เวลานี้ ผมว่าเรากำลังหลงทางกันใหญ่ พระผู้เทศน์ก็หลงทาง คือแทนที่จะแสดงคำสอนของพระพุทธเจ้าในคัมภีร์ กลับไปมัวแต่แสดงโวหารนอกคัมภีร์ เช่นผูกคำคล้องจองกันเป็นหัวข้อ แล้วก็แจกแจงไปว่าแต่ละคำมีความหมายอย่างไร ซึ่งล้วนแต่เป็นความคิดและโวหารของผู้เทศน์เองทั้งสิ้น มิใช่เป็นหัวข้อธรรมในคัมภีร์

ผู้ฟังก็หลงทาง แทนที่จะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า กลับไปชื่นชมกับคารมสำนวนโวหารของผู้เทศน์ แสดงพระธรรมเทศนาแทนที่จะ แสดงคำสอนของพระพุทธเจ้ากลับกลายเป็น แสดงคำสอนของข้าพเจ้าไปหมด

            พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นพูดกันว่ามีถึง แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์หรือ 84,000 หัวข้อ พูดภาษาที่ฟังเข้าใจง่ายก็คือ ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีมากมายนักหนา

            ปีหนึ่งมีวันพระ 48 วัน วันพระหนึ่ง สวท.มีเทศน์ 2 กัณฑ์ เท่ากับปีละ 96 กัณฑ์ หักวันที่งดเนื่องจากเหตุต่างๆ ออกแล้วคงน้อยกว่านี้ แต่คิดเป็นตัวเลขกลมๆ ให้ปีละ 100 กัณฑ์

            รายการแสดงพระธรรมเทศนาของ สวท.มีมาแล้วประมาณ 60 ปี เท่ากับเทศน์มาแล้ว 6,000 กัณฑ์ หกพันหัวข้อ หรือหกพันพระธรรมขันธ์ แปลว่ามีคำสอนของพระพุทธเจ้าอีก 78,000 หัวข้อที่ยังไม่ได้นำมาแสดง

            เพราะฉะนั้น พระผู้เทศน์จึงอ้างไม่ได้เลยว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าถูกนำมาแสดงจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรจะแสดงอีกแล้วจึงต้องแสดง คำสอนของข้าพเจ้าแทน

            ถ้าภาษาในพระไตรปิฎกฟังยาก ผู้แสดงก็ต้องใช้ความสามารถถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่ฟังเข้าใจง่ายให้จงได้ โดยยึดหลักว่า

            - ยกคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นเป็นหลัก ความเข้าใจส่วนตัว ถ้ามี ก็เป็นเพียงส่วนประกอบ

            - ไม่ใช่ยกความเข้าใจส่วนตัวหรือคารมโวหารของตัวเป็นหลัก แล้วเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นเพียงส่วนประกอบ ดังที่พระธรรมกถึกสมัยนี้นิยมแสดงกัน

            เมื่อฟังเทศน์ ก็คือเราจะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ฟังความคิดเห็นของพระที่เทศน์ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดี คำอธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดี มีบันทึกไว้ในคัมภีร์สมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว

ธรรมเนียมพระต้องถือคัมภีร์ในเวลาเทศน์ก็มีที่มาจากเหตุผลข้อนี้ นั่นคือเป็นการประกันว่า เรื่องที่เทศน์นั้นนำมาจากคัมภีร์ ไม่ได้พูดเอาเอง เวลานี้กลายเป็นว่าพูดเอาเอง ไม่ได้ค้นคว้ามาจากคัมภีร์ คัมภีร์ที่ถือก็เพียงสักแต่ว่าถือ

            พระธรรมกถึกจึงต้องมีความสามารถที่จะค้นคว้าเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าและคำอธิบายจากคัมภีร์ออกมาแสดงได้ เพราะฉะนั้น จุดสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การเทศน์ ไม่ว่าพระระดับไหนเทศน์ก็ตาม ต้องเอาคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ามาเทศน์ ไม่ใช่ว่าเอาเองตามสไตล์ของท่าน เหมือนกับว่าท่านเป็นเจ้าของพระธรรมเสียเอง

            เวลานี้เรามักสนใจกันว่า อาจารย์สำนักไหนสอนว่าอย่างไร ดังที่ชอบอ้างกันอยู่เสมอว่า หลวงปู่องค์นั้นท่านสอนอย่างนี้ หลวงพ่อองค์นี้ท่านสอนว่าอย่างนั้น แล้วก็พากันชื่นชมยินดีนับถือบูชาคำสอนของหลวงปู่หลวงพ่อ

แต่ไม่ได้สนใจว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างไร

            กลายเป็นว่า คำสอนของหลวงปู่หลวงพ่อสำคัญกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า หลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายก็เลยกลายเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนาแทนพระพุทธเจ้าเวลานี้เป็นกันอย่างนี้ทั่วไปหมด

            ถ้าเราไม่มีมาตรการอะไรสำหรับแก้ไขตรงจุดนี้ การแสดงพระธรรมเทศนาจะวิปริต คำสอนของพระพุทธเจ้าจะหมดไป คำสอนส่วนตัวของผู้เทศน์จะเกิดขึ้นมาแทน และถ้าทำกันอย่างนี้มากๆ เข้า ในที่สุดพระพุทธศาสนาที่แท้จริงก็จะถูกทำลายหมดไป เหลือแต่คำสอนของใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า

 

            คำว่า พระพุทธศาสนาแปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าคือพระธรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ก็คือการแสดงธรรม จะแสดงด้วยวาจา หรือด้วยการปฏิบัติให้ดู ก็คือการแสดงธรรมถ้าแสดงด้วยวาจา เราก็มีคำเรียกว่า พระธรรมเทศนาเรียกสั้นๆ ว่า เทศน์ การเทศน์ ก็มีธรรมเนียมว่าผู้เทศน์ต้องถือคัมภีร์จึงเป็นอันว่า ธรรมเนียมการถือคัมภีร์นั้นเป็นปริศนาธรรม เป็นเครื่องเตือนสติอย่างวิเศษ

            1 เตือนสติผู้แสดงธรรม ไม่ว่าจะด้วยวิธีเทศน์บนธรรมาสน์ วิธีปาฐกถาธรรม บรรยายธรรม หรือแม้แต่ด้วยวิธีเขียนเป็นหนังสือ พิมพ์ออกเผยแพร่ ว่า -

            ท่านกำลังแสดงพระพุทธศาสนา คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่หรือเปล่าหรือว่าที่แท้แล้ว ท่านกำลังแสดง คำสอนของข้าพเจ้าหรือที่เลวร้ายกว่านี้ ท่านกำลังแสดง คำสอนของข้าพเจ้าแล้วก็ยกเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นเพียงเครื่องประดับนิดๆ หน่อยๆ หรือเป็นเพียงบริวารเท่านั้น

            2 เตือนสติผู้ฟังธรรมว่า ท่านกำลังฟังอะไร และท่านควรจะฟังอะไรคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือว่า คำสอนของข้าพเจ้า ?

 

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

ตุลาคม 2555

 

24.ทำไมพระจึงฉันอาหารวันละ 2 มื้อ ?

          พระท่านฉันมื้อเดียวก็เพียงเพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้และเพื่อขัดเกลากิเลส การฉันมื้อเดียวก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง
          ของธุดงค์วัตรซึ่งมีทั้งหมด 13 ข้อ ซึ่งการฉันมื้อเดียวก็อยู่ในข้อที่ 5 คือ   "เอกาสนิกังคะ" องค์แห่งผู้ถือนั่งฉันที่อาสนะเดียวเป็นวัตร คือ ฉันวันละมื้อเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีกในวันนั้นและการฉันมากไปก็จะทำให้ถูกความเกียจคร้านเข้าครอบงำ ยากต่อการปฏิบัติ
          ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสในเรื่องการฉันอาหารมื้อเดียวไว้ครับ ซึ่งจะยกมาให้อ่านครับ
          พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสถึงเหตุผลของการฉันอาหารวันละหนเดียว และทรงขอร้องภิกษุว่า
          “ภิกษุทั้งหลาย ! มีอยู่คราวหนึ่ง พวกภิกษุได้ทำให้จิตของเรา มีความยินดีเป็นอันมาก เราขอเตือนภิกษุทั้งหลาย ไว้ในที่นี้ว่า
          ภิกษุทั้งหลาย ! เราฉันอาหารวันละหนเดียว เมื่อเราฉันอาหารวันละหนเดียวอยู่แล รู้สึกว่ามีโรคน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลังและเป็นอยู่อย่างผาสุก
          ภิกษุทั้งหลาย ! ถึงพวกเธอ ก็จงฉันอาหาร วันละหนเดียวเถิด ถ้าพวกเธอฉันอาหารวันละหนเดียว เธอจะรู้สึกว่ามีโรคน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลังและเป็นอยู่อย่างผาสุก

กกจูปมสูตร ๑๒/๒๐๓

..........................................................


แต่พระพุทธองค์ก็ให้ฉันได้สองมื้อเช่นเดียวกัน
การฉันวันละ ๒ ครั้ง
ปัญหา มีภิกษุบางรูปฉันอาหารวันละ ๒ ครั้ง พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตไว้ที่ไหน อย่างไร ?
          พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนภัททาลิ ถ้าอย่างนั้น (ถ้าเธอฉันหนเดียวไม่ได้) เธอรับนิมนต์ ณ ที่ใดแล้ว พึงฉัน ณ ที่นั้นส่วนหนึ่ง แล้วนำส่วนหนึ่งมาฉันอีกก็ได้ เมื่อเธอฉันได้แม้อย่างนี้ ก็จักยังชีวิตให้เป็นไปได้

ภัททาลิสูตร ม. ม. (๑๖๑)
ตบ. ๑๓ : ๑๖๓ ตท.๑๓ : ๑๔๒
ตอ. MLS. II : ๑๐๘

......................................................................


          ซึ่งบัญญัติไว้ในศิลข้อที่ 6 วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ :  เว้นจากบริโภคอาหาร ตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์เที่ยงแล้วไปจนถึงเวลาอรุณขึ้นมาใหม

 

25.ทำไม่พระไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาต ? 
การที่พระไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาตนั้นมีเหตุผล ๓ ประการ คือ 
          ๑) การไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาต ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อทานที่ญาติโยมถวาย คือพระภิกษุสงฆ์จะต้องเคารพในบิณฑบาตที่ญาติโยมถวายด้วยศรัทธา โดยไม่ใส่รองเท้าขณะออกรับบิณฑบาต 
          ๒) เพื่อเป็นการฝึกสติในการเดิน และควบคุมให้เกิดการระมัดระวังในการเดินมากขึ้น เพราะต้องระวังอันตรายจาการเหยียบก้อนกรวด หนาม เศษแก้วต่างๆ คือเป็นการฝึกสติขณะเดินบิณฑบาต 
          ๓) เป็นการรักษารูปแบบของวิถีชีวิตดั้งเดิมของพระภิกษุเอาไว้ กล่าวคือในครั้งพุทธกาลพระภิกษุสงฆ์จะไม่ใส่รองเท้าขณะเข้าไปสู่หมู่บ้าน พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเฉพาะเดินทางไปในป่าหรือที่อื่นๆ (นอกจากหมู่บ้าน) เท่านั้น ที่จะใส่รองเท้าไปได้ พระภิกษุสงฆ์ในครั้งพุทธกาลจึงเข้าสู่หมู่บ้านโดยไม่ใส่รองเท้า ด้วยเหตุนี้พระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันจึงรักษารูปแบบเดิมนี้เอาไว้ โดยไม่ใส่รองเท้าขณะบิณฑบาตเข้าไปใสหมู่บ้าน

 

26.ทำไมพระจึงฉันมื้อเดียว ทำไมไม่เป็นโรคกระเพาะ ?

          คำถามนี้กัลยาณมิตรคงจะสงสัยว่า พระทำไมต้องฉันมื้อเดียว หากนึกจะปฏิบัติธรรม ก็ควรกินให้เพียงพอต่อร่างกายไม่ใช่หรือ จะได้มีเรี่ยวมีแรงในการปฏิบัติธรรม หรือแม้กระทั่งออกเดินธุดงค์ ฉันแค่มื้อเดียว ร่างกายก็คงหิวแย่เลย แล้วเสี่ยงเป็นโรคกระเพาะด้วย

ทำไมพระต้องฉันมื้อเดียว?

          ความจริงแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า "ห้ามภิกษุฉันหลังเวลาวิกาล" หมายความว่าห้ามขบฉันหลังตะวันอยู่ตรงศรีษะเป็นต้นไป จนถึงพระอาทิตย์ขึ้นในวันใหม่

          ดังนั้นถ้าคิดตามธรรมเนียมของมนุษย์ซึ่งกินข้าว 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน เย็นแล้ว พระภิกษุก็จะเหลือเพียง 2 มื้อที่ขบฉันได้ ก็คือเข้าและกลางวัน ก่อนเที่ยง หรือถ้าคิดจะฉันจริงๆ จะฉัน 3 มื้อหรือ 4 มื้อก็ได้ ก่อนเที่ยง เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าต้องฉันมื้อเดียว แต่ถ้าทำอย่างนั้นจริงๆ ก็ลาสิกขาไปทำงานที่ร้านอาหารเถอะ ได้กินทั้งวันแน่

          คำว่า "ภิกษุ" แปลว่า ผู้เห็นภัยในสงสาร การขบฉันมากกว่า 2 มื้อคงจะไม่ได้เห็นภัยในสงสารเป็นแน่ คงจะเห็นแก่กินมากกว่า

          การขบฉันแต่พอดีนั้น เป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสอย่างหนึ่ง เพื่อให้ผู้ปฏิบัตินั้นไม่ต้องกังวลกับอาหาร ว่าจะได้น้อยได้มาก อร่อย ไม่อร่อย สักแต่ว่ากินเพื่ออยู่เท่านั้น

พระท่านไม่หิวหรือ?

          จากประสบการณ์ตรงและประสบการณ์จากการบอกเล่าของครูบาร์อาจารย์ต่างๆ ก็ต้องขอตอบเลยว่า "หิว" ยิ่งถ้าบวชใหม่ๆนี่หิวแน่นอน เพราะร่างกายยังปรับสภาพไม่ได้

          ร่างกายของคนเราหิวมาจาก 2 ปัจจัย คือจากร่างกาย และจากจิตใจ หากหิวจากร่างกาย อันนี้ต้องกิน เพราะร่างกายทรงตัวอยู่ได้เพราะอาหาร ซึ่งถ้าจะเอากันจริงๆแค่วันละมื้อเดียว ก็เพียงพอต่อร่างกายแล้ว

          การหิวจากจิตใจ เกิดขึ้นได้จากจิตใจที่ฟุ้งซ่าน ส่งจิตออกนอกกายมากเกินไป จึงไม่มีพลังเหลือในร่างกายเลย สังเกตุจากคนที่ทำงานใช้ความคิดมากๆ แม้ตัวจะนั่งอยู่หรือนอนอยู่ก็ตาม ก็หิวเช่นกัน เพราะต้องใช้ความคิดมาก

          พระภิกษุเป็นผู้ฝึกจิตใจเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงใช้กำลังใจตัวนี้เป็นเครื่องระงับความหิวในเบื้องต้น  และเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง ร่างกายผอมลง ตัวเล็กลง ความพอใจในอาหารที่มากเกินความจำเป็นก็จะลดลงไปเอง

ทำไมถึงไม่เป็นโรคกระเพาะ?

          หลายท่านมีความคิดที่ว่า การรับประทานไม่ตรงเวลาก็ดี การรับประทานน้อยกว่า 3 มื้อต่อวันก็ดี  หรือรับประทานมากเกินไปก็ดี เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารเป็นแผล เนื่องจากน้ำย่อย แต่ความเป็นจริงแล้ว โรคกระเพาะอาหาร สาเหตุหลักๆเกิดจากความเครียด ความเครียดเกิดจากอารมณ์ใจที่ฟุ้งซ่าน และความฟุ้งซ่านนี้ ก็เกิดจากจิตที่ไม่เป็นสมาธิ

          หากเราหมั่นฝึกอบรมใจให้เป็นสมาธิอยู่เสมอ แม้จะกินแค่มื้อเดียว โรคกระเพาะก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

ตกลงพระต้องฉันมื้อเดียวหรือสองมื้อ?

          ก็ต้องขอตอบว่า กี่มื้อก็ได้ แต่ต้องก่อนเที่ยง แต่ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าถ้ามากกว่านี้ก็สึกเถอะ เพราะไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติตนให้หลุดพ้นจริงๆ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ฉันมื้อเดียวเคร่งกว่าฉันสองมื้อหรือ?

          ตามหลักความเป็นจริงก็ "ใช่" แต่ไม่ได้หมายความว่า พระที่ฉันมื้อเดียวนั้นดีกว่าพระฉัน 2 มื้อ เพราะการฉันมื้อเดียวนั้นพระท่านทำเพื่อทรมานกิเลส ตัวที่พอใจในอาหารให้น้อยลง แต่ถ้าหากว่ามีกำลังใจที่เข้มแข็งพอ พระที่ฉัน 2 มื้อก็สามารถกำจัดกิเลสได้ วัดกันที่ "จิตใจ" เป็นสำคัญ

          ยกตัวอย่างเช่น พระธุดงค์กรรฐานที่ท่านสมาทานศีลข้อ "ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร" ท่านก็ต้องฉันมื้อเดียว ก็เป็นไปเพื่อทรมานกิเลส ไม่ใช้ทำเพื่อให้ดูเคร่งกว่าคนอื่น

          ดังนั้นบรรดาพุทธบริษัทที่จะบวชก็ดี หรือจะถือศีล 8 ก็ดี อันเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ ก็ขอให้พิจารณาตนเองว่า ควรจะกินหรือจะฉันกี่มื้อ หากบวชเข้ามาแล้ว คิดแต่เรื่องกิน มันก็จะหิว แต่ถ้าคิดจะปฏิบัติธรรม ความหิวก็จะลดลง

          ดังเช่นครูบาร์อาจารย์ทั้งหลายที่ปฏิบัติธรรมจนลืมเวล่ำเวลาขบฉันอาหาร เพราะรสแห่งธรรมนั้นกลบความอยากทุกอย่างไว้ ตามคำตรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า 

"รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง"

  

 27.ทำไมถึงห้ามพระฉันหลังเที่ยง และพระฉันสาหร่ายหลังเที่ยงได้หรือไม่ ?

สำหรับพระธรรมยุติ ห้ามฉันนม หรือของที่มีส่วนผสมของนม เช่นทอฟฟี่นม ถ้ากาแฟก็ต้องกาแฟดำ ห้ามใส่นม นมถั่วเหลืองก็ห้าม ฉันได้แต่น้ำและน้ำปานะ คือน้ำผลไม้ครับ

ขอย้อนกลับมาเรื่องการห้ามฉันหลังเที่ยง ที่รู้ๆ กัน แต่เอาเข้าจริง รู้กันอย่างไร เช่น ถ้ากำลังฉันอยู่แล้วเลยเที่ยง ต้องรีบวางช้อนเลยหรือเปล่า ?

เท่าที่ทราบมา ก็ไม่ถึงขนาดนั้นครับ แต่ไม่ควรเลยไปมาก เพราะฉะนั้นพระจะพยายามฉันเพลตอน 11 โมงกว่าๆ มีเวลาฉันให้เสร็จก่อนเที่ยจะได้ไม่เป็นปัญหา  ที่ทำไม่ได้เลย คือมาเริ่มฉันเอาหลังเที่ยง นี้แน่นอนว่าผิดเต็มประตู

แล้วอะไรที่ห้ามฉันหลังเที่ยง

ที่ว่าห้ามฉันนั้น คือของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหาร  เพราะฉะนั้นดื่มน้ำได้  เพราะไม่ได้เคี้ยว

สำหรับพระธรรมยุติ  ห้ามฉันนม หรือของที่มีส่วนผสมของนม เช่นทอฟฟี่นม  ถ้ากาแฟก็ต้องกาแฟดำ ห้ามใส่นม  นมถั่วเหลืองก็ห้าม  ฉันได้แต่น้ำและน้ำปานะ คือน้ำผลไม้ครับ และต้องเป็นน้ำผลไม้ที่ไม่มีกาก เพราะถ้ามีกาก ก็เข้าข่ายว่าต้องเคี้ยว ถ้าต้องเคี้ยวก็ถือว่าผิด  จะฉันได้ก็ต่อเมื่อกรองเอากากออกแล้ว  ส่วนพวกน้ำหวานน้ำตาลก็เลยฉันได้ด้วย

เมื่อเข้าไปวันแรกๆ พระพี่เลี้ยงบอกว่า สาหร่ายฉันได้ ก็มีพระใหม่หลายรูปฉันสาหร่ายกันเปรมเลย  ส่วนผมไม่แน่ใจเพราะสงสัยอยู่ว่าสาหร่ายก็ต้องเคี้ยว จึงไม่ได้ฉันด้วย  เมื่อมีโอกาสเข้าเรียนกับพระอาจารย์ จึงมีพระใหม่ช่างสงสัยถามว่าฉันสาหร่ายได้หรือไม่ 

พระอาจารย์ถามกลับให้คิดว่า แล้วฉันทำไม เป็นโรคอะไรถึงต้องฉัน  

เจอแบบนี้เล่นเอาพระใหม่อึ้งกิมกี่ไปทั้งห้อง

 “อะไรก็ตามถ้าฉันโดยเจตนาเพื่อจะแก้โรคหิว ก็ผิดแล้ว ให้ฉันได้แต่น้ำหรือน้ำปานะ หรือยาเท่านั้น”  (ยกเว้นกรณีพระอาพาธ แล้วแพทย์สั่งให้ต้องฉันอาหาร)  

และอะไรถ้าสงสัยว่าฉันได้หรือไม่ ก็ให้ตั้งไว้ก่อนว่า ห้ามฉันไม่ใช่สงสัยแล้วคิดเอาตามความอยากว่าไม่เป็นไร ฉันได้ แบบนี้ไม่ควรทำ

เรื่อง ฉันสาหร่ายเลยกลายเป็นเรื่องล้อกันขำๆ ในหมู่พระใหม่รุ่นผม เพราะพระอาจารย์สั่งให้ปลงอาบัติกันคืนนั้นเลยทีเดียว

เรียนถามพระอาจารย์ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงบัญญัติว่าห้ามพระฉันอาหารหลังเที่ยง

คำตอบประการแรก คือเพื่อไม่ให้วุ่นวายกับการหาอาหารมาฉัน จะได้มีเวลาปฏิบัติธรรมเยอะๆ  

ประการที่สองคือ เพศบรรพชิตไม่จำเป็นต้องกินมาก กินมากก็ง่วงก็ขี้เกียจ กินมากก็กำหนัดมาก กินมากก็เป็นโรคมาก

ใครอยากสุขภาพดี หรืออยากลดความอ้วน ผมแนะนำวิธีง่ายๆ คืองดอาหารมื้อเย็นครับ

 

28.ทำไมนิมนต์พระจึงใส่ซอง ?
          ผมขออธิบายตามครูอาจารย์สมัยโบราณท่านว่ามา ว่ากันตามครู ครูสายลาว สายอุบลฯ สมัยโบราณ พระสงฆ์ท่านบวชเพื่อปฏิบัติจริงๆ มุ่งหมายคือการถึงมรรคผลนิพพาน เพื่อได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ แล้วคนโบราณท่านเคารพ พระสงฆ์มาก ทำอะไรทุกอย่างด้วยความเคารพ ดังนั้นโบราณท่านจึงตั้งกฏเกณฑ์ไว้ เวลานิมนต์พระ ตอนไปต้องไปนิมนต์เอง มีเครื่องนิมนต์ คืออย่างน้อยขันห้าดอกไม้ขาว บอกกล่าววันงาน เวลาให้พระสงฆ์ทราบ
           พอไปวันงาน จะต้องใส่ซองคือปัจจัยเงินให้พระท่านด้วย มูลเหตุมันมาจากท่านป้องกันไม่ให้คน นิมนต์พระบ่อยๆตามใจ ถ้าไปฟรี เรื่องบ้าบอคอแตก มันก็นิมนต์ไปเรื่อย พระท่านจะเสียกิจของสงฆ์ คือภาวนา งานกรรมฐาน 
          ดังนั้นท่านจึงตั้งค่าราคาไว้ ให้คนเคารพยำเกรง แล้วเงินปัจจัยที่คนให้พระ สมัยก่อน ได้รับในงานแต่พอไปถึงวัดท่านก็จะสละ เป็นของกลางสงฆ์เอาไว้ในงานก่อสร้างวัดวาอารามไป ท่านไม่เก็บไว้ ไม่ใช้เพราะอาบัติ เป็นรูปิยะ 
          แต่สมัยนี้ พระก็ไม่ค่อยรู้ใช้ไม่ถูกทาง โยมก็ไม่รู้ ปราชญ์บางท่าน ก็อธิบายไปว่า ถวายเงินพระแล้วบาป นั่นคือเข้าใจผิดมาก
          มันมีที่มา ที่ไป การใช้เงินให้ถูกต้องเป็นกิจของพระรูปนั้นๆ ที่ควรทำ ได้มาใช้ทำประโยชน์ก็ได้  พระเองทุกวันนี้ ไปงานต่างๆ ถามหา แต่เรื่องเงินใส่ซองก่อน โดยไม่มุ่งที่การสงเคราะห์ญาติโยม ซึ่งก็ผิดหลักการไป
          แม้กระทั่ง การทำวัตถุมงคลเช่นกัน ถ้าทำแจกฟรี คนไม่เคารพ ไม่เห็นคุณค่าหรอก ท่านจึงให้บูชาเอา ถ้าให้ฟรี คนดูถูกวิชา ดูถูกครูอาจารย์ คนไม่เห็นคุณค่า
          ส่วนหมอดู หมอยา หมอรักษา มีมาแต่สมัยบรรพกาลแล้วว่า จะต้องยกครู คือเตรียมเครื่องครูตามท่านกำหนด เช่น 12 ตำลึง ผ้าถุงหนึ่งผืน แพรหนึ่งวา  หรือ เตรียมขันห้า เงิน 12 ตำลึง 
ถ้าไม่เตรียมมา เตรียมไม่ครบ ท่านไม่ช่วยเลย นี่ก็กุศลโลบายหลายอย่าง
          1.กันคนปรามาส ถ้าไม่เก็บค่าครู ต่อให้หมอเก่งแค่ไหนคนปรามาส 
          2.เป็นการแสดงสัมมาคารวะ ที่ควรมี ของบุคคล ที่มาขอความช่วยเหลือ
          3.กันการผิดครู เช่น หมอป่วยเอง หมอซวยเอง เจ้ากรรมนายเวรเล่นงานหมอเองแทนคนป่วย เหล่านั้น
          แต่สมัยหลังๆมา หมอดูเอง หมอรักษา ก็มุ่งไปแต่เรื่อง ค่าตอบแทนเป็นหลัก มากเกินไป จนดูมากไป 
          ส่วนคนสมัยใหม่เกินไป ก็ไม่รู้ธรรมเนียม มองว่า ทำไม ไม่จ่ายแต่เงินให้จบๆไป หรือช่วยจนจริงๆ ทำไม ต้องเก็บเงิน
          นี่อธิบายให้ฟังตามครูโบราณท่านสอนไว้ ใครจะแย้งไม่เชื่อสุดแท้ เพราะสมัยนี้ โลกาภิวัฒน์ จนคนลืมรากเหง้าทุกอย่างไปหมดแล้ว
          แต่ผม ผมยึดตามธรรมเนียมโบราณเท่านั้น อย่างน้อยอนุรักษ์ประเพณีโบราณ ให้สืบทอดยังชนรุ่นหลัง
          อธิบายไว้ เผื่อยังมีคนหัวโบราณเช่นกัน ที่จะพอเข้าใจ หรือคนรุ่นใหม่ใจอนุรักษ์นิยม 
อ.ปาล์ม

 

29.เวลาไหว้พระ ทำไมจึงจุดเทียน 2 เล่ม ธูป 3 ดอก ?

เคยสังเกตุไหมว่าเวลาประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา ทำไมต้องจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยโดยใช้เทียน 2 เล่ม ธูป 3 ดอก 

จำนวนธูปเทียนที่เราใช้บูชา มีความหมายและนัยดังนี้ครับ 

ธูป จำนวน  ๓ ดอก ใช้บูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการ กล่าวคือ

พระปัญญาธิคุณ ทรงรู้ดีรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

พระวิสุทธิคุณ ทรงบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเรื่องเศร้าหมองทั้งหลาย

พระมหากรุณาธิคุณ ทรงสงสารสั่งสอนเวไนยนิกรทุกถ้วนหน้าโดยไม่เลือก         

เทียน จำนวน ๒ เล่ม ใช้บูชาพระธรรมและพระวินัยได้แก่ 
พระธรรม คือคำสั่งสอนอันเป็นแนวทางปฏิบัติ 

พระวินัย คือหลักข้อบังคับที่เรียกว่า ศีล เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ 

เหตุที่ใช้เทียนในการบูชาก็เนื่องจากแสงเทียนที่จุดขึ้นนั้น จะช่วยกำจัดความมืดให้หมดไปแลมองเห็นหนทางที่ถูกต้อง เหมือนกับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งหากเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใด ก็ย่อมกำจัดความมืด คือ โมหะในใจให้หมดไป และเป็นเครื่องส่องทางในการดำเนินชีวิต

30.ทำไมวันพระจึงทำบุญตักบาตร ?

          บางคนไม่รู้ มันก็ มาอวดรู้ เขียนเป็นหนังสือ พาคนไม่รู้ ให้ไม่เข้าใจกันไปใหญ่ กรรมเวร แท้ๆ แบบนี้ ภพ ชาติต่อไป เขาอาจ บ้า ใบ้ เสียสติ จากกรรมแบบนี้ ก่อเกิดเป็นเวรถ้า กระทำโดยเจตนาไม่บริสุทธิ์แต่ต้น?  แต่ถ้าขาดเจตนาเบา ๆ กรรมนี้ก็คงได้เจอผู้อวดรู้สอนผิดๆ ฯลฯ
          บอกมาว่า?.. เคยอ่านหนังสือธรรมะ? ที่ว่านั้นธรรมมะของคนเขียนเขานะ? ซึ่ง...ผิดกับ หลักธรรม ของพระพุทธเจ้า พระ...? โดยทั่วๆไปเรียกว่า สงฆ์...สาวกของพระพุทธเจ้าที่กำลัง ปฏิบัติ ตามคำสอน? เมื่อบวชเข้ามา เรียกว่า " ภิกษุ " แปลว่าผู้ขอหรือผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร เป็นสงฆ์ สาวก สูงขึ้นมาเรียกว่า พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกกะพุทธเจ้า และมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่สุด ? 
          พระภิกษุ สามเณร พระองค์ ตรัสว่า เป็นเนื้อนาบุญโดยแท้ เมื่อทำบุญ ในศาสนา อันมี ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เรียกว่า พุทธบริษัท ทั้ง ๔ ผู้ทำบุญย่อมได้บุญเพียงแต่ผู้รองรับบุญมีคุณธรรมมากน้อยเพียงใดมากกว่า คือ ศีลธรรมที่มีอยู่ในจิตใจ ศีลรองรับพระ ๒๒๗ ข้อ สามเณร ศีล ๑๐ อุบาสกอุบาสิกาศีล ๘ หรือคุณธรรมขั้นพระโสดาบันถึงพระอรหันต์ เป็นต้น ผู้ทำบุญให้ทานก็ย่อมได้ตามกำลังของศีลและคุณธรรมเป็นทวีคูณ แม้เมตตาให้ทานสัตว์เดรัจฉาน 100 คราว ก็ได้บุญเท่ากับทำทานกับคนที่ไม่มีศีลเลย 1 ครั้งให้ทานคนไม่มีศีล 100 ครั้งเท่ากับให้ทานคนมีศีล 1 ข้อ 1 ครั้งเป็นต้น? พระองค์ตรัสไว้ว่า "เจตะนาหัง ภิกขะเว"  แปลว่า " ภิกษุทั้งหลาย เจตนาเป็นใหญ่ " ก็ในเมื่อเราเจตนาจะทำบุญกับพระและได้ทำบุญแล้วสำเร็จดังเจตนา  ก็ย่อมได้บุญเสมอด้วยทำบุญกับพระแน่นอนด้วย สำเร็จดังเจตนามิว่าจะเป็นใครเทวดาหรือมนุษย์ตนไหนเป็นพระ ห่มเหลือง ครองผ้า โกนหัว รับบาตร หลังรับบาตรจะเอาไปทำอะไรก็ตามแต่ ไม่ต้องไปสนใจแต่เราได้ทำบุญกับพระแล้วใช่ไหม? สำเร็จแล้วดังเจตนา บุญย่อมเกิดตามสัจจะอธิฐานบารมีของพระองค์ ผู้รับทานเป็นผู้ให้บุญกับเราหรือ? เปล่าเลยเทวดาผู้รักษาบุญและเทวดาผู้รักษาศาสนาเท่านั้นเป็นผู้แจกแจงบุญซึ่งบุญนี้เกิดจากอธิฐานบารมีของพระองค์บุญนี้ที่พระองค์สะสมมาในบารมี ๔ อสงไขย กำไรเศษบุญ อีก ๑ แสนมหากัลป์ เปรียบมากมายกว่าน้ำในมหาสมุทรเป็นเครื่องรองรับบุญที่เราทำไว้ในศาสนาของพระองค์ ที่ทรงอธิฐานไว้ ๕๐๐๐ ปี แม้ใน พ.ศ. ๕๐๐๐ ไม่มีภิกษุสามเณรให้ทำบุญมีคนเอาผ้าเหลืองชิ้นน้อยๆห้อยหู เพียงให้รู้เป็นสงฆ์แล้วรับทานยังเกิดเป็นบุญกุศลได้เลย ดังคำกล่าวว่าใน พ.ศ. 5000 ถ้าหาพระภิกษุทำบุญไม่ได้ก็จะมีอุบาสกอุบาสิกานำเอาผ้าเหลืองน้อยห้อยหู สำคัญรู้ เป็นชี สงฆ์ กล่าวสมาทานศีล ๕ แล้วรับบุญทานให้คนทำบุญ เช่นนี้ ผู้ทำบุญทาน ก็ยังได้บุญเป็นต้น

..ลุงหมอ..

 

31.วันพระ คือวันอะไร ทำไมจึงมีวันพระ ?

        วันพระ หรือ วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถ หมายถึง วันประชุมของพุทธศาสนิกชนเพื่อปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาในพระพุทธศาสนาประจำสัปดาห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปอีกคำหนึ่งว่า "วันธรรมสวนะ" อันได้แก่วันถือศีลฟังธรรม (ธรรมสวนะ หมายถึง การฟังธรรม) โดยวันพระเป็นวันที่มีกำหนดตามปฏิทินจันทรคติ โดยมีเดือนละ 4 วัน ได้แก่ วันขึ้น 8 ค่ำ, วันขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ), วันแรม 8 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม 14 ค่ำ)
          วันพระนั้นเดิมเป็นธรรมเนียมของปริพาชกอัญญเดียรถีย์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) ที่จะประชุมกันแสดงธรรมทุก ๆ วัน 8 ค่ำ 15 ค่ำ ซึ่งในสมัยต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้ายังคงไม่ได้ทรงวางระเบียบในเรื่องนี้ไว้ ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกราบทูลพระราชดำริของพระองค์ว่านักบวชศาสนาอื่น มีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสั่งสอนในศาสนาของเขา แต่ว่าพุทธศาสนายังไม่มี พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้มีการประชุมพระสงฆ์ในวัน 8 ค่ำ 15 ค่ำ และอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ประชุมสนทนาและแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันดัง กล่าว โดยตามพระไตรปิฎกเรียกวันพระว่า วันอุโบสถ (วัน 8 ค่ำ) หรือวันลงอุโบสถ (วัน 14 หรือ 15 ค่ำ) แล้วแต่กรณี
          หลังจากนั้น พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันดังกล่าวเป็นวันธรรมสวนะสืบมา โดยจะเป็นวันสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจะไปประชุมกันฟังพระธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ ที่วัด ในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่าได้มีประเพณีวันพระมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

          วันพระในปัจจุบัน คงเหลือธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แต่เฉพาะประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท เช่น ศรีลังกา, พม่า, ไทย, ลาว และเขมร (ในอดีตประเทศเหล่านี้ถือวันพระเป็นวันหยุดราชการ) โดยพุทธศาสนิกชนเถรวาทนับถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญที่จะถือโอกาสไปวัดเพื่อทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์และฟังพระธรรมเทศนา สำหรับผู้ที่เคร่งครัดในพระพุทธศาสนาอาจถือศีลแปดหรือศีลอุโบสถในวันพระด้วย นอกจากนี้ชาวพุทธยังถือว่าวันพระไม่ควรทำบาปใด ๆ โดยเชื่อกันว่าการทำบาปหรือไม่ถือศีลห้าในวันพระถือว่าเป็นบาปมากกว่าในวันอื่น
          ในประเทศไทย หลังจากวันพระได้ถูกยกเลิกไม่ให้เป็นวันหยุดราชการ ทำให้วันพระที่กำหนดวันตามปฏิทินจันทรคติส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับปฏิทินที่ ใช้กันอยู่ทั่วไป (เช่น วันพระไปตรงกับวันทำงานปกติ) ซึ่งคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญในปัจจุบันที่ทำให้พุทธศาสนิกชนในประเทศไทยห่าง จากการเข้าวัดเพื่อทำบุญในวันพระ

          นอกจากนี้ ในประเทศไทยยังมีคำเรียกวันก่อนวันพระหนึ่งวันว่า วันโกน เพราะปกติในวันขึ้น 14 ค่ำปกติ ก่อนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เป็นธรรมเนียมของพระสงฆ์ในประเทศไทยที่จะโกนผมในวันนี้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

32.ทำไมพระจึงสวดเป็นภาษาบาลี ?

          ในหลาย ๆ ครั้งที่มักได้ยินคำถามจากศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาในพุทธศาสนาถามว่า เหตุใดพระต้องสวดภาษาบาลี ทั้งที่ภาษาดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ผู้นั่งพนมมืออยู่นั้นเข้าใจความหมายได้เลย

          เราก็มานั่งคิดดู ก็คงจะจริงอย่างท่านทั้งหลายว่า เพราะภาษาบาลีแม้ว่าจะมีคนฟังได้แปลความหมายออก แต่ก็น้อยคนที่จะเป็นผู้มีทักษะเช่นนั้นได้ บอกตามตรงผมเองก็จนปัญญาหากจะต้องมานั่งแปลภาษาบาลีตามที่พระท่านเทสน์ เมื่อแปลไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจ การนั่งพนมมือนั้นเพื่อการใดเล่าเอาเวลาไปทำมาหากินไม่ดีกว่าหรือ?

          ประเด็นเรื่องการแปลบทสวดเป็นภาษาไทยนั้น ที่รู้มาก็มีผู้แปลแล้ว แต่การสวดบทสวดเป็นภาษาไทยนั้น โดยส่วนตัวยังไม่เคยเห็น เคยแต่มีคนบอกว่าเคยมีพระสวดเป็นภาษาไทยเช่นกัน แต่คนฟังนั้นไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ อีกอย่างคนไทยอยู่กับความเคยชินและความเชื่อมานานนม จึงทำให้บทสวดที่เป็นภาษาไทยไม่ได้เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร และที่สำคัญมันดูไม่ขลัง!

          ความขลังไม่ขลังของภาษาบาลีก็เป็นที่พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก ผมเองก็คุ้นชินกับการฟังเทสน์ภาษาบาลีมาตั้งแต่เด็ก หากจะให้เปลี่ยนมาฟังภาษาไทยบ้างก็คงจะแปร่ง ๆ อยู่พอสมควร หรือใครยังนึกภาพไม่ออก ก็สมมุติฟังบทสวดในงานศพดูก็พอจะเข้าใจได้ งานศพหากสวดเป็นภาษาบาลีมันดูขลังกว่าสวดเป็นภาษาไทยแน่นอน ผมเชื่อว่าอย่างนั้น อีกเรื่องหนึ่งผมมานั่งคิดแล้วก็นึกขำเล่น ๆ นึกภาพออกมั้ยครับเวลาที่คนเราเห็นผี ส่วนใหญ่จะท่องคาถาสวดมนต์เป็นภาษาบาลี ลองนึกดูว่าถ้าสวดเป็นภาษาไทยความขลังจะลดลงทันที ท่านว่าจริงไหม? และที่ตลกร้ายก็คือถ้าเจอผีต่างชาติที่ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องจะทำยังไง?

          เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ชาวพุทธส่วนใหญ่ในประเทศไทย นับถือศาสนาตามประเพณี ตามบรรพบุรุษสืบทอดกันมา เราไม่ได้นับถือศาสนาเพียงเพราะว่าศรัทธาในหลักธรรมคำสอน ดังนั้นการฟังเทสน์หรือบทสวดส่วนใหญ่ก็เน้นหนักไปทางพิธีกรรม มากกว่าจะเข้าใจในความหมายของหลักธรรมคำสอน

          กลับมาที่คำถาม ทำไมพระต้องสวดภาษาบาลี?” อย่างแรกชาวพุทธอย่างเรา ๆ ไม่คุ้นชินกับบทสวดภาษาไทย แต่จะคุ้นเคยกับบทสวดภาษาบาลีที่มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับพิธีกรรมมากกว่า และก็มีอีกเหตุผลหนึ่งที่คิดว่าทำไมพระต้องสวดภาษาบาลี หากใครได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของศาสนาพุทธเมื่อครั้งโบราณกาล จะทราบว่าภาษาบาลี หรือภาษามคธ เป็นภาษาที่ตายแล้ว ไม่สามารถดิ้นได้อีก การสวดภาษาบาลีก็เป็นการคงความหมายของพุทธพจน์ไว้อย่างถูกต้อง ไม่สามารถเปลี่ยนความหมายได้อีก

          บทสวดทั้งหลายที่เราได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ นั้นก็คือพระวจนะของพระพุทธเจ้า ที่ภิกษุในนิกายเถรวาทนำมายึดเป็นคำสอน การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกนั้น ก็เป็นลักษณะการท่องจำ โดยมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ในส่วนพระวินัยมอบให้พระอุบาลีเป็นผู้ตอบข้อซักถาม ส่วนพระธรรมให้พระอานนท์ เพราะมีความใกล้ชิดและจดจำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดีเยี่ยม เมื่อผู้รับหน้าที่ได้กล่าวพระวจนะในแต่ละเรื่องจบแล้ว หากไม่มีภิกษุรูปใดแย้งในพระวจนะนั้น ก็ให้ถือว่าถูกต้องตรงกัน และให้กล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน ลืมบอกไปครับ ปฐมสังคายนาพระไตรปิฎกนั้น มีภิกษุเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 500 รูป

          หลังจากนั้นก็ให้เอาพุทธพจน์ที่ได้จากการสังคายนาครั้งนั้น มาสอนให้ภิกษุทุกรูปให้ท่องจำ ก็เหมือนกับการเรียนหนังสือของภิกษุ โดยจะท่องพร้อมกันทุกวันเช้าและเย็น และนี่ก็คงเป็นอีกสาเหตุความเป็นมา ของการทำวัตรเช้าและเย็นของพระสงฆ์ในปัจจุบัน

 

ส่วนเรื่องการสังคายนาพระไตรปิฎกเอาเพียงแค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะกลายเป็นวิชาการเกินไป ซึ่งหากใครอยากรู้เพิ่มเติมก็หาศึกษาได้เองครับ มีหนังสืออยู่ทั่วไป

          ที่ผมยกเอาการสังคายนามานี้ ก็เพื่ออยากให้เห็นว่า ภาษาที่พระสวดอยู่ทุกวันนี้ก็คือภาษาเดียวกับภิกษุอีก 500 รูปในอดีตกาลนั่นเอง ซึ่งหากว่าเราไม่ยึดภาษาดั่งเดิมนั้นไว้ เมื่อหลายปีผ่านไปความหมายอาจจะผิดเพี้ยนไปได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ศาสนาพุทธ ในไทย พม่า ลาว ถ้าต่างคนก็เอาบทสวดไปแปลเป็นภาษาของตนเอง เมื่อเวลาผ่านไป ความผิดเพี้ยนย่อมเกิดขึ้นแน่นอน และไม่สามารถหาต้นฉบับมาตรวจสอบได้ แต่หากทุกประเทศยึดภาษาบาลีเป็นหลักไว้ ความผิดเพี้ยนย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน หรือหากว่าผิดเพี้ยนก็สามารถตรวจสอบได้ โดยการนำเอาบทสวดภาษาบาลีแต่ละประเทศมาเทียบกัน หากว่ามีคำหนึ่งคำใดตกหล่นก็สามารถรู้ได้ในทันที ซึ่งการสังคายนาพระไตรปิฎกแต่ละครั้งก็ใช้หลักเกณฑ์ประมาณนี้

          นี่คือข้อดีของการท่องบทสวดพร้อม ๆ กัน เพราะเมื่อมีคนใดคนหนึ่งพูดหรือสวดผิดก็สามารถตรวจสอบได้ ส่วนคำแปลนั้น ก็แยกออกมาเพื่อให้พุทธศาสนิกชนในแต่ละประเทศได้เข้าใจในความหมายก็ยังได้

 

ครับเพียงแค่นี้ก่อน ผมสรุปเอาง่าย ๆ เลยแล้วกันว่า เหตุที่พระยังคงต้องสวดภาษาบาลีนั้น สาเหตุหนึ่งก็เพื่อความขลังในพิธีกรรมตามความเชื่อของคนไทย  และอีกสาเหตุหนึ่งเพื่อให้ความหมายในพุทธพจน์ไม่แปรเปลี่ยน และสามารถตรวจสอบภายหลังได้เมื่อผิดเพี้ยน



หน้า 1/1
1
[Go to top]



E-mail:watsamma_1090@hotmail.co.th