นำเงินใส่บาตรพระ พระผิดอาบัติไหม ?

 

นำเงินใส่บาตรพระหรือให้เงินทำบุญกับพระได้ไหม พระผิดอาบัติไหม ?

          ผู้ที่ใส่บาตรด้วยเงิน  และพระภิกษุที่รับเงิน  ชื่อว่าไม่เคารพในวินัย ไม่เคารพในผู้บัญญัติวินัยด้วย
          พระ ภิกษุในพระพุทธศาสนารับเงินทองไม่ได้  ถึงจะใช้ให้ผู้อื่น  คือไวยาวัจกรรับแทนก็ไม่ได้  โดยที่สุดยินดีเงินทองที่คนอื่น  คือไวยาวัจกรเก็บเอาไว้ให้  หรือที่เขาถวายวางไว้ใกล้ ๆ ก็ไม่ได้  หรือยินดีเงินทองที่อุบาสก  อุบาสิกา  ผู้มีศรัทธานำเงินทองมาถวายโดยฝากธนาคารไว้ให้  แต่มีชื่อพระภิกษุผู้เป็นเจ้าของบัญชีอยู่ก็ไม่ได้  เป็นอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ทั้งหมด  (สำหรับสามเณร  ก็ไม่ควรเหมือนกัน  เพราะผิดสิกขาบทข้อที่  ๑๐  ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้  ซึ่งเป็นผู้ควรแก่การทัณฑกรรมตามที่กล่าวไว้แล้วในมหาขันธกะ)   (วิ.มหา.  ๔/๒๘๕) 
          การ รับเงินทองของพระภิกษุในปัจจุบันนี้เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขทั้ง ฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ได้นามว่า  พุทธบริษัท  ดูเหมือนว่า  การรับเงินทองเป็นเรื่องที่ดี  เป็นสิ่งที่น่ากระทำได้  เหมาะสมแก่กาลสมัยนิยม  ถึงเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่  มีเรื่องปรากฏในพระวินัยปิฎกว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ    วัดเวฬุวันวิหาร  ใกล้เมือง   ราชคฤห์  พระอุปนันทศากยบุตรเป็นภิกษุเข้าไปฉันเป็นประจำในตระกูลหนึ่ง  ซึ่งตระกูลนั้นจะแบ่งอาหารไว้ถวายท่านส่วนหนึ่งเสมอ  วันหนึ่งเขาได้เนื้อมา  ก็แบ่งไว้ถวายแก่ท่าน  ส่วนที่เหลือจากการแบ่งนั้นก็ได้ทำอาหารกินกัน  เมื่อได้อรุณแล้วก็ตื่นขึ้นมาทำอาหารไว้ถวายท่าน  บังเอิญเช้านั้นเด็กในบ้านตื่นขึ้นมาแต่เช้าร้องอ้อนวอนอยากกินอาหารนั้น  จึงให้เด็กกินเสีย 
          เมื่อ ได้เวลาท่านอุปนันทะ  ก็เข้าไปฉันในตระกูลนั้น  เขาก็นิมนต์ให้ท่านนั่งแล้วก็ได้เล่าเรื่องที่ตนเก็บเนื้อไว้ถวายนั้น  ให้ท่านฟัง  พร้อมทั้งบอกต่อไปอีกว่า  ถึงแม้ว่าไม่ได้ถวายเนื้อนั้นแต่ก็เก็บมูลค่าของเนื้อนั้นไว้มีมูลค่า    กหาปณะ  พระคุณเจ้าจะให้กระผมจัดหาวัตถุอะไร  มาถวายขอรับ  ส่วนท่านอุปนันทะรู้อย่างนั้นแล้ว  บอกให้ถวายเงินทันที  หลังจากท่านกลับไปแล้วเขาก็ได้ติเตียนโดยประการต่าง ๆ ว่า  พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรทำไมจึงรับเงินเหมือนอย่างพวกเราหนอ 

เมื่อ พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่อง  ทรงติเตียนพระอุปนันทะอย่างรุนแรงว่า  “ดูก่อนโมฆบุรุษ  การกระทำของเธอนั้น  ไม่เหมาะ  ไม่สมควร  ไม่ใช่กิจของสมณะ  ใช้ไม่ได้  ไม่ควรทำ  ไฉนเธอจึงได้รับเงินและทองเล่า  การกระทำของเธอนั้น  ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  หรือความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว
          พระ พุทธองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามไว้ว่า  “อนึ่งภิกษุใด  รับเองก็ดี  ให้คนอื่นรับไว้ให้ก็ดี  ซึ่งทองและเงิน  หรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้ให้  ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์
 (วิ.มหาวิ.  ๒/๙๔๐) 
          สิกขาบท เกี่ยวกับการห้ามพระภิกษุสามเณร  รับเงินและทองนี้  เป็นพุทธบัญญัติที่สาธารณะแก่พระภิกษุทุกรูป  ไม่ว่าจะอดีต  อนาคต  หรือปัจจุบัน  ก็ยังเป็นสิกขาบทที่บัญญัติไว้ให้สาวกของพระองค์ได้ประพฤติปฏิบัติอย่าง เคร่งครัดอยู่เสมอ
 
          ปัจจุบัน มีพระภิกษุสามเณรจำนวนมากเข้าใจว่า  ธนบัตรไม่ใช่เงิน  เป็นกระดาษ  ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายกัน  เพราะฉะนั้น  จึงรับได้  ไม่เป็นอาบัติแต่อย่างใด  ส่วนเวลาโยมถวายเงินก็ใส่ซอง  เพื่อไม่ให้ประเจิดประเจ้อ  ไม่ให้คนอื่นเห็น  ทั้งไม่ให้พระเณรเห็นจำนวนเงิน  เดี๋ยวท่านจะคิดมาก  ให้ท่านไปลุ้นกันเองที่วัด  พระภิกษุบางรูปท่านก็ใช้ย่ามรับ  บางรูปใช้มือรับ  แล้วแต่ความถนัดของแต่ละท่าน  บางรูปท่านก็รับอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาแบบซื่อ ๆ บางรูปท่านก็รับแบบปกปิด  ซ่อนเร้น  รับเหมือนไม่อยากได้  คือ  ให้เด็กวัดเก็บเอาไว้ก่อน  พอไปถึงวัดค่อยแจกกัน  แลดูไม่น่าเกลียด  จัดหน้าฉากให้ดูดีไว้ก่อน  หลังฉากแล้วแต่กรณี  เรียกว่า  “จัดฉากรับ
          กรณีการ ใช้จ่ายเงินของพระภิกษุสามเณรบางรูปในปัจจุบันนี้  เมื่อคราวขึ้นรถ  ลงเรือไปเหนือล่องใต้  จะใช้ในรูปแบบตั๋วแลกเงิน  ซึ่งจะมีราคาใบละ    บาท  ๑๐  บาท  เป็นต้น  สามารถนำไปแลกเงินจากที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศได้  พระเณรก็เอาตั๋วแลกเงินนี้ให้เป็นค่ารถ  ดูแล้วก็ไม่ได้ต่างกับธนบัตรเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบวิธีการเท่านั้น 
          ใน สิกขาบทนี้  ไม่ใช่แร่เงิน  แร่ทอง  เงินรูปพรรณ  ทองรูปพรรณ  กหาปณะ  และมาสกเท่านั้น  แต่ยังรวมเอาวัตถุต่าง ๆ ที่ชาวโลกใช้เป็นมาตรา  สามารถให้สำเร็จการซื้อขายได้  จะเป็นโลหะ  ดิน  ครั่ง  ยาง  กระดูก  เปลือกหอย  หนัง  เมล็ดผลไม้  ไม้แก่น  ข้อไม้ไผ่  ใบตาล  แม้แต่กระดาษที่พิมพ์เป็นธนบัตรใช้กันทุกวันนี้  โลหะ  กิน  และครั่ง  เป็นต้นที่กล่าวมาทั้งหมด  จัดว่าเป็นรูปิยะ  เป็นอกัปปิยวัตถุ  เป็นวัตถุแห่งนิสสัคคีย์  พระภิกษุรับวัตถุเหล่านั้น  ต้องอาบัติปาจิตตีย์ 
ดัง ตัวอย่าง  ที่ท่านแสดงไว้ในกรรถกถาว่า  “กหาปณะที่เขาทำด้วยทองก็ดี  ทำด้วยเงินก็ดี  กหาปณะธรรมดาก็ดี  ชื่อว่ากหาปณะ  มาสกที่ทำด้วยแร่ทองแดง  เป็นต้น  ชื่อว่า  โลหะมาสก  มาสกที่ทำด้วยไม้แก่นก็ดี  ด้วยข้อไม้ไผ่ก็ดี  โดยที่สุด  แม้มาสกที่เขาทำด้วยใบตาลสลักเป็นรูป  ก็ชื่อว่า  มาสกไม้  มาสกที่เขาทำด้วยครั่งก็ดี  ด้วยยางก็ดี  ดุนให้เกิดรูปขึ้น  ชื่อว่า  มาสกยาง  ท่านสงเคราะห์เอามาสกทั้งหมด  ที่ใช้เป็นมาตราซื้อขายในชนบทโดยที่สุด  ทำด้วยกระดูกบ้าง  ทำด้วยหนังบ้าง  ทำด้วยเมล็ดผลไม้บ้าง  ดุนให้เป็นรูปขึ้นบ้าง  มิได้ดุนให้เป็นรูปบ้าง  วัตถุ    อย่าง  คือ  เงิน  ทองทั้งหมด  มาสกทอง  มาสกเงิน  มีประเภทดังกล่าวมาทั้งหมด  จัดเป็นวัตถุนิสสัคคีย์”     
 (วิ.มหาวิ.อฏ.  ๒/๙๔๕)
 
          จริงอยู่  วัตถุ    อย่าง  เหล่านี้คือ  ทอง  เงิน  กหาปณะ  และมาสก  จัดเป็นวัตถุนิสสัคคีย์”  (กงฺขา.  ๑๒๔) 
          จาก หลักฐานที่ยกมานี้แน่นอนที่สุด  เงินกระดาษที่ใช้กันทุกวันนี้  พระภิกษุรับไม่ได้แน่นอน  ถึงให้คนอื่นรับแทนก็ไม่ได้  แม้ยินดีที่เขาเก็บไว้ให้ก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน  เป็นอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ทั้งหมด  ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ เลย  เมื่อเป็นอย่างนี้  ทำไมพระภิกษุและสามเณรยังรับเงิน  ไม่กลัวผิดวินัยหรือ


โทษที่เกิดจากเงิน
          เมื่อ พระมีเงินมาก  ความคิดแบบอย่างสมณะวิสัยก็ค่อย ๆ เลือนหายไป  ความคิดความอ่านเหมือนอย่างโยมก็เข้ามาแทนที่  อยากจะได้อะไรก็ซื้อ  เห็นโยมมีอะไรก็อยากจะมีเหมือนกับโยม  เห็นโยมสร้างบ้านสวย ๆ   พระเห็นแล้วอยากได้ก็สร้างกุฏิสวย ๆ ด้วย  บ้านโยมติดแอร์  กุฏิก็ติดแอร์ด้วย  โยมมีรถเบนซ์คันหรูขับ  พระก็มีรถเบนซ์คันหรูขับด้วย  โยมมีมือถือยี่ห้อไหนรุ่นไหน  พระก็มีมือถือยี่ห้อนั้นรุ่นนั้นบ้าง  โยมมีโทรทัศน์  พัดลม  ตู้เย็น  เครื่องซักผ้า  เป็นต้น  พระก็มีเหมือนโยมหมด  ไม่ยอมน้อยหน้า  โยมมีเงินฝากธนาคาร  พระก็มีเงินฝากธนาคาร  โยมเรียนจบปริญญาตรี  โท  เอก  พระก็เรียนจบปริญญาตรี  โท  เอก  โยมมียศฐาบรรดาศักดิ์  ทำงานราชการ  มีเงินเดือน  พระก็มียศฐาบรรดาศักดิ์  ทำงานราชการ  มีเงินเดือน  เหมือนกับโยมทุกอย่าง  บางอย่างอาจจะดีกว่าโยมเสียด้วยซ้ำ  เพราะมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมากกว่า  ตรงที่ใคร ๆ ก็ต้องเคารพกราบไหว้บูชา  โยมรับราชการเพียง  ๖๐  ปีเกษียณ  ส่วนพระ  ๘๐  ปีจึงเกษียณ  หรืออาจจะต่อได้อีก  บางตำแหน่งไม่มีเกษียณ  คือมรณภาพจึงเกษียณ 
เมื่อ พระมีเงินมาก  จึงพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว  แบบก้าวกระโดด  ใช้เวลาไม่กี่ปี  ก็ขึ้นมาเทียบชั้นกับโยมได้อย่างน่าทึ่ง  คิดว่าต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้พระจะแซงหน้าโยมทุก ๆ ด้าน  เมื่อถึงเวลานั้น  โยมต้องมาเรียนรู้กับพระ  ยกเว้นด้านธรรมวินัยอย่างเดียวเท่านั้น  เพราะพระเดี๋ยวนี้ไม่เรียนไม่ศึกษาธรรมวินัย   ไม่เห็นประโยชน์ของธรรมวินัย  เห็นธรรมวินัยเป็นเรื่องโบราณ  เป็นประวัติศาสตร์  
          สาเหตุ ที่ความคิดความอ่านและความประพฤติของพระเปลี่ยนไปในทางเสื่อม  เพราะเงินตัวเดียวแท้ ๆ พระรับเงิน  พระยินดีในเงิน  เงินทำให้พระเสียมามากต่อมาก 
          เมื่อ สตางค์มี  สตรีก็มา  สังเกตว่า  พระภิกษุในปัจจุบันจะมีเรื่องอื้อฉาวกับสีกาบ่อยครั้ง  จนเป็นข่าวเรื่องราวใหญ่โต  ตามหน้าหนังสือพิมพ์  เรื่องเสื่อมเสียทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์อยู่เป็นประจำนี้  ส่วนมากมีสาเหตุมาจากพระมีเงิน  ยินดีในเงินทอง 
          เมื่อ พระภิกษุไม่มีเงิน  คงไม่เป็นเช่นนี้  คงไม่ห้าวหาญ  ไม่คึกคักอย่างนี้  เงินทองนี้มีโทษมากมาย  แต่ทำไมท่านเหล่านั้นจึงมองไม่เห็นโทษ  ไม่ว่าจะรับเงินทองไว้  เพื่อประโยชน์อะไร  ก็ไม่ได้ทั้งนั้น  ผิดทั้งหมด  ทำให้ต้องอาบัติทั้งสิ้น 

          พระ พุทธองค์ทรงตำหนิติเตียน  พระภิกษะผู้รับเงินทอง  ยินดีในเงินทองอย่างรุนแรงถึงขั้นว่า  ไม่ใช่สมณะเชื้อสายศากยบุตรเลยทีเดียว  ดังพระพุทธองค์ตรัสกับนายบ้านชื่อมณีจูฬกะว่า  “ดูก่อนนายบ้าน  ทองเงินไม่เหมาะไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายศากยบุตร  สมณะเชื้อสายศากยบุตรไม่ยินดีทองเงิน  ไม่รับทองและเงิน  วางแก้วมณีและทองทิ้งเสียแล้ว  เป็นผู้ปราศจากทองและเงิน  ทองและเงินสมควรแก่ผู้ใด  แม้กามคุณทั้ง    ก็สมควรแก่ผู้นั้น  กามคุณทั้ง    สมควรแก่ผู้ใด  เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า  “มีปกติไม่ใช่เชื้อสายพระศากยบุตร”  เราจะกล่าวอย่างนี้ว่า  “ผู้ต้องการหญ้า  พึงแสวงหาหญ้า  ผู้ต้องการไม้  พึงแสวงหาไม้  ผู้ต้องการเกวียน  พึงแสวงหาเกวียน  ผู้ต้องการบุรุษ  พึงแสวงหาบุรุษ”  แต่เราไม่กล่าวโดยปริยายไร ๆ ว่า  “สมณะพึงยินดี  พึงแสวงหาทองและเงินเลย”  (วิ.จุล.  ๗/๕๓๖) 
          มี เงินทองอย่างเดียวก็เหมือนมีทุกอย่าง  เพราะเงินทองสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้  พระภิกษุยินดีเงินทอง  ก็เท่ากับว่ายินดีในกามคุณ    (เครื่องผูกคือกาม  ได้แก่  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส)   เงินทองเป็นเหตุหนึ่ง  ที่ทำให้พระภิกษุในศาสนานี้เศร้าหมอง  ไม่ผ่องใส  
          พระ พุทธองค์ทรงแสดงโทษของเงินและทองไว้มาก  พระภิกษุผู้รับเงินทองยินดีในเงินทอง  จะไม่สง่างาม  ไม่ผ่องใส  มีแต่จะเศร้าหมอง  เป็นทาสของกิเลสตัณหา  ดุจเนื้อถูกความมืดปกคลุมไว้  ฉะนั้น  บวชมาแล้วควรประพฤติวัตร  ปฏิบัติธรรม  แต่กลับต้องมาติดข้องอยู่กับเงินทองเหล่านี้  อันเป็นเหตุทำให้ภพชาติยืดยาวต่อไป  อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น 
          สิ่ง ที่มีโทษมาก  ถ้ารู้จักใช้  คือใช้เป็น  ใช้ถูกวิธีก็มีคุณมาก  เรียกว่า  โทษมหันต์  คุณอนันต์  เช่น  เงินทองนี้ก็ดุจเดียวกัน  มีโทษมาก  แต่ถ้ารู้จักวิธีใช้แล้ว  ก็มีคุณมาก  มีประโยชน์มาก 
พระพุทธองค์ทรงอนุญาต  ให้พระภิกษุใช้กัปปิยวัตถุที่เกิดจากเงินทองโดยผ่านไวยาวัจกร  หรือกัปปิยการก 
          ถ้า ญาติโยมเกิดศรัทธาเลื่อมใส  เอาเงินทองมามอบไว้กับไวยาวัจกรแล้วสั่งว่า  “คุณช่วยเอาเงินทองนี้  จัดหาสิ่งของที่สมควรถวายแก่พระคุณเจ้าด้วยนะ”  พระยินดีสิ่งของที่สมควร  อันเกิดจากเงินทองนั้นได้  ไม่มีโทษ  ไม่ต้องอาบัติ  หรือพระต้องการอะไรก็ให้ไวยาวัจกรจัดหามาให้  ก็ไม่มีโทษ  ไม่ต้องอาบัติ
 
          พระ พุทธองค์ตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  ที่ชาวบ้านมีศรัทธาเลื่อมใสมอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการกสั่งว่า  ‘พวกท่านจงจัดหาของที่สมควรมาถวายแก่พระคุณเจ้าด้วยเงินทองนี้’  ภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้ยินดีสิ่งของที่เป็นกัปปิยะจากเงินทองนั้น  แต่เรามิได้กล่าวไว้เลยว่า  ‘ภิกษุพึงยินดี  พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไร ๆ ’ ”  (วิ.มหาวิ.  ๒/๑๔๙วิ.มหาวิ.อฏ.  ๒/๘๖๒) 
          ถ้าพระไม่รับเอง  ไม่ให้ผู้อื่นรับเงินทองแทน  และไม่ยินดีเงินทองที่ผู้อื่นเก็บไว้ให้หรือวางไว้ใกล้ ๆ เพียงแต่ยินดีในปัจจัย    คือ  จีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และยารักษาโรค  ตลอดสมณบริขารที่สมควร  เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องอาบัติ  โดยให้ไวยาวัจกรไปจัดหาสิ่งของที่เป็นกัปปิยะมาให้  ตามที่ต้องการ  ก็ไม่มีโทษอะไร
 


โยมต้องการเอาเงินมาทำบุญควรทำอย่างไร 
          เมื่อโยมมีศรัทธาต้องการเอาเงินมาทำบุญกับพระภิกษุควรทำให้ถูกต้องตามพระวินัย  วิธีที่ถูกต้องนั้น  มี    วิธี  คือ 
          ๑.  โยมเขียนใบปวารณาเสร็จแล้ว  นำเงินเหล่านั้นไปมอบไว้กับไวยาวัจกรพร้อมสั่งว่า  “คุณช่วยจัดหาสิ่งของที่สมควรถวายแก่พระคุณเจ้า  เท่ากับจำนวนเงินนั้น”  แล้วนำเอาใบปวารณามาถวายพระ  ให้ท่านรับรู้รับทราบเฉพาะในใบปวารณาเท่านั้น 
วิธี ที่หนึ่งนี้มีวิธีปฏิบัติเหมือน  ในเมณฑกสิกขาบทคือ  ทายกเป็นผู้ระบุชื่อไวยาวัจกรเอง  เพราะฉะนั้น  ภิกษุผู้ไม่ยินดีมูลค่า  (เงิน)   ยินดีแต่กัปปิยภัณฑ์  (สิ่งของที่สมควร)   จะขอกี่ครั้งก็ได้  ไม่มีกำหนด  แม้ตั้งพันครั้งก็ควร 
          ๒.  โยมนำเงินเหล่านั้นมาแล้ว  พระถามว่า  “ที่วัดนี้มีไวยาวัจกรไหมครับ”  หรือพูดว่า  “ใครเป็นไวยาวัจกรเก็บรักษาเงินเหล่านี้”  ถ้าไวยาวัจกรอยู่ต่อหน้า  ท่านจะตอบว่า  “คนนี้เป็นไวยาวัจกร”  ถ้าไวยาวัจกรไม่ได้อยู่ต่อหน้า  ท่านก็จะตอบว่า  “คนชื่อนี้อยู่บ้านโน้นเป็นไวยาวัจกร”  ถ้าโยมไม่ถามก่อน  ท่านจะบอกอ้างไวยาวัจกรว่า  “เอาไปไว้กับคนนั้น  คนนั้นเป็นไวยาวัจกร”  อย่างนี้ไม่ได้  ไม่พ้นจากอาบัติ  ท่านได้แต่พูดปฏิเสธว่า  “อาตมาไม่รับเงิน  หรือพระรับเงินไม่ได้ต้องอาบัติ
เมื่อ โยมเอาเงินเหล่านั้นไปมอบมห้ไวยาวัจกร  และสั่งเขาให้เข้าใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ก็เข้าไปหาพระบอกว่า  “โยมได้บอกไวยาวัจกรให้เข้าใจแล้ว  ท่านต้องการสิ่งของที่สมควร  ขอจงบอกนะครับ”  วิธีที่สองนี้  มีวิธีปฏิบัติเหมือนในราชสิกขาบท  คือ  พระภิกษุเป็นผู้ระบุชื่อไวยาวัจกร  มีกำหนดขอได้    ครั้ง  แต่ไม่เกิน    ครั้ง  (ขอได้    ครั้ง  ยืนได้    ครั้ง  ถ้าจะขออย่างเดียวขอได้ไม่เกิน    ครั้ง) 


....................



หน้า 1/1
1
[Go to top]



E-mail:watsamma_1090@hotmail.co.th